Follow

Show

งานสัมมนา New Generation of Automotive

นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ ได้รับเกียรติจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ร่วมเป็นวิทยากรในงานสัมมนา “New Generation of Automotive” พร้อมด้วยผู้แทนจากภาครัฐและเอกชน อาทิ นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นายเสกสรร เสริมพงศ์ รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) นายพรศักดิ์ อุดมทรัพยากุล ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาองค์กร การไฟฟ้านครหลวง (PA) ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. และมร.จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท SAIC Motor-CP จำกัด ได้ร่วมกันนำเสนอแนวทางและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่จะนำประเทศไทยไปสู่เป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอาเซียน ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล วันที่ 27 สิงหาคม 2563

นายพิสิฐ กล่าวว่า ปัจจุบัน สถาบันยานยนต์ ได้เดินหน้าผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ภายใต้การดำเนินนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม ว่าด้วยการขยายขอบเขตการทดสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ด้านยานยนต์และชิ้นส่วน เพื่อรองรับยานยนต์ในอนาคต อาทิ การร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรมในการจัดทำร่างมาตรฐานรถสามล้อขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า (รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า) การพัฒนาศูนย์ทดสอบให้รองรับการทดสอบมาตรฐานด้านมลพิษ Euro 5 และ Euro 6 รวมถึงความคืบหน้าการสร้าง “ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า” ณ ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ที่กลับมาเร่งดำเนินการสร้าง เนื่องจากที่ผ่านมาประสบปัญหาจากการแพร่เชื้อของโควิด-19 จึงทำให้ล่าช้ากว่ากำหนด โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน พฤศจิกายน 63 นี้ โดยพร้อมให้บริการทดสอบภายในปี 63 จำนวน 5 มาตรฐาน และจะดำเนินการได้ครบทั้ง 9 มาตรฐาน ตาม UNECE R100 ได้ภายในปี 2564  นอกจากนี้ยังได้เริ่มการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรมารองรับด้านยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอีกด้วย

นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า มาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ออกมาครบทุกเรื่องทั้งการผลิตยานยนต์ ชิ้นส่วนและแบตเตอรี่ โดยบีโอไอเปิดส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท เพียงแต่การเปิดส่งเสริมมีเส้นตายยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน เช่น รถไฮบริดมีกำหนดปี 2560 รถสาธารณะไฟฟ้ามีกำหนดปี 2561 ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มี 16 บริษัท ที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน รวม 26 โครงการ กำลังการผลิต 560,000 คัน ถือว่าเกินกว่าที่คาดไว้ รวมทั้งมียื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งจากญี่ปุ่นและยุโรป ยกเว้นค่ายรถสหรัฐที่ไม่ยื่นขอ คือ ฟอร์ด เพราะสหรัฐเริ่มถอยการลงทุนจากเอเชีย ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการบีโอไอครั้งต่อไปจะเสนอให้พิจารณาปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าอีกรอบให้ครอบคลุมรถยนต์นั่งไฟฟ้า จักรยานรถยนต์ไฟฟ้า รถสามล้อไฟฟ้า และรถยนต์สาธารณะไฟฟ้า เพราะยังมีความต้องการการลงทุน และตลาดภายในประเทศมีความต้องการสูง

นายเสกสรร เสริมพงศ์ รองผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า กฟภ.ได้ติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าแล้ว 11 แห่ง รอบพื้นที่กรุงเทพฯ และพัทยา เปิดให้ใช้บริการฟรีมากแล้ว 2 ปี และในปีนี้ มีแผนจะติดตั้งอีก 62 แห่ง ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ครอบคลุม 42 จังหวัด ซึ่งจะเห็นการติดตั้งในทุกพื้นที่ระยะทาง 100 กิโลเมตรในสถานีบริการน้ำมันบางจากฯ ซึ่งเดิมจะติดตั้งแล้วเสร็จช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ แต่เนื่องจากติดปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 และระบบการประมูลจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า ทำให้คาดว่าจะติดตั้งเสร็จตามแผนได้ในไตรมาส 2 ปี 64 รวมถึงในช่วงปี 64-65 มีแผนจะติดตั้ง 64 แห่ง ครอบคุลม 75 จังหวัด ซึ่งจะเห็นการติดตั้งในทุกพื้นที่ระยะทาง 100 กิโลเมตรในถนนสายรอง หรือ ภายในปี 2565 จะมีสถานีอัดประจุไฟฟ้าทั้งหมด 137 แห่ง โดยจะใช้เงินลงทุน 2.5 ล้านบาทต่อสถานี นอกจากนี้ เดิม กฟภ.มีแผนทดลองเก็บค่าบริการ ผ่าน 11 สถานี ช่วงต้นปี 2563 แต่ติดปัญหาโควิด-19 เลยคาดว่า จะเริ่มเก็บอัตราค่าบริการในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งอัตราค่าไฟที่จำหน่ายให้สถานีของเอกชน ในกรณี Low Priority คาดว่า 2.63 บาทต่อหน่วยนั้น อัตราค่าบริการสถานีของ กฟภ.สำหรับการใช้งานประเภท DC Charger และประเภท AC Charger ในช่วงเวลา Peak จะอยู่ที่ 7.5798 บาทต่อหน่วย ช่วง off-Peak จะอยู่ที่ 4.7972 บาทต่อหน่วย เป็นอัตราที่แข่งขันได้กับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันและแก๊ส โดยเงินลงทุนต่อสถานีชาร์จ 2 หัวจ่ายอยู่ที่ 2.5 ล้านบาท

นายพรศักดิ์ อุดมทรัพยากุล ผู้ช่วยผู้ว่าการวางแผนและพัฒนาองค์กร การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า กฟน.เตรียมพร้อมส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในเขตนครหลวง 3 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ โดย กฟน.ได้ทดลองใช้รถภายใน 15 คัน และจะเพิ่มอีก 49 คัน รวมเป็น 60 คันในปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วย ขณะที่สถานีอัดประจุไฟฟ้านั้น ได้ทดลองนำมาติดตั้งภายในสำนักงาน MEA แล้ว 15 เครื่อง และภายในปี 65 จะติดตั้งอีก 118 เครื่อง ครอบคลุม 18 สำนักงานเขต MEA รวมถึงภายนอก MEA ก็มีการติดตั้งที่ศูนย์ราชการฯ และเซเว่นอีเลฟเว่น 

ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) สวทช. กล่าวว่า สวทช. ได้มุ่งในการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างมาก ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า แท่นการประจุไฟฟ้า และเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อกับยานยนต์ในอนาคต (5G) หรือ การขับแบบเคลื่อนอัตโนมัติ เพื่อผลักดันให้เกิดมาตรฐานความปลอดภัยและรองรับยานยนต์อนาคต  โดยร่วมกับภาครัฐและเอกชน อาทิ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม กรมการขนส่งทางบก กฟภ. กฟน. กระทรวงพลังงาน ขสมก. และสนข. เป็นต้น  

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ และ สถาบันยานยนต์




 
เพิ่มเติม