Follow

Show

จับทิศ “EV” ยานยนต์ยุคใหม่

ตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี เป็นกระแสที่ทั่วโลกให้ความสนใจ และเดินหน้าพัฒนาทั้งด้านสินค้า และการตลาดกันเต็มที่ แต่มีไม่กี่ตลาดที่เห็นเป็นรูปเป็นร่าง โดยหลายตลาดยังมีขนาดเล็ก และต้องใช้เวลาอีกนานสำหรับการสร้างการเติบโต ซึ่งอาจจะรวมไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม ก็คงไม่สามารถปฏิเสธกระแสดังกล่าวได้ แม้ต้องใช้เวลา โดยเฉพาะบ้านเราที่เป็นแหล่งผลิตยานยนต์ขนาดใหญ่ของโลก ก็คงจะต้องเกาะติดกระแสดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับตัวและรับมืออยู่เสมอ

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพลังงาน ตั้งเป้าหมายระยะยาวไว้ว่า ภายในปี 2573 จะต้องมี อีวี ทุกประเภทใช้งานไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านคัน และแม้ว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมถึงภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี แต่ล่าสุดทางพลังงานยังคงยืนยันว่าจะยังคงเป้าหมายเดิมเอาไว้ ไม่เปลี่ยนแปลง และการจะก้าวไปยังจุดนั้นได้ จะต้องดำเนินการด้านอื่นๆ ควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบไฟฟ้า สถานีชาร์จ ระบบมิเตอร์อัจฉริยะ รวมไปถึงแผนการลดการใช้ไฟฟ้าภาคสมัครใจของประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า เมื่อมีความต้องการมากขึ้นจากการขยายตัวของ อีวี

สำหรับ ภาพรวมอีวี เผยแพร่โดย “สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย” ที่ใช้ข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ระบุว่าถึงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มียอดจดทะเบียนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 1,543 คัน รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 2,105 คัน รถโดยสารไฟฟ้า 120 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 136 คัน ซึ่งจะเห็นว่ายังมีไม่มากนัก แต่ถ้าดูถึงพัฒนาการของตลาดก็จะเห็นว่ามีความน่าสนใจ เพราะการตอบรับต่ออีวี ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะยอดจดทะเบียนในส่วนรถยนต์พลังงานไฟ้าสะสม 1,543 คัน เป็นการจดทะเบียนในช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค.ปีนี้ 753 คัน หรือ จักรยานยนต์ ไฟฟ้า 451 คัน

ซึ่งจริงๆ แล้ว ยอดจดทะเบียนมาเห็นเป็นน้ำเป็นเนื้อในปีที่ผ่านมา และต่อเนื่องมาปีนี้นั่นเอง

ปัจจุบัน มี อีวี จำหน่ายในไทย หลายยี่ห้อหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็นอาวดี้ อี-ตรอน บีเอ็มดับเบิลยู ไอ3 เอส บีวายดี อี6 และ ที3 ฟอมม์ วัน ฮุนได โคน่า อีเลคทริค ฮุนได ไอออนิค จากัวร์ ไอ-เพซ เกีย โซล อีวี เอ็มจี แซดเอส อีวี มินิ คูเปอร์ เอสอี นิสสัน ลีฟ และ เทสล่า โมเดล ทรี ที่มีผู้นำเข้าอิสระนำมาเปิดตลาดในขณะนี้

ส่วนรถที่สร้างยอดขายได้ตัวเลขชัดเจนมากที่สุดในขณะนี้คือ เอ็มจี แซดเอส อีวี ที่มียอดมากกว่า 1,100 คัน แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เอ็มจี กำหนดราคาที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย

และช่วงจากนี้ไป อีวี จะยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้น เพราะหลายบริษัทมีแผนที่จะเปิดตลาดทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นอาวดี้ ที่เตรียมเปิดตัว อี-ตรอน เวอร์ชั่นใหม่เพิ่มเติม หรือ บีเอ็มดับเบิลยู ที่มีแผนนำเข้า ไอเน็กซ์ จากฐานการผลิตในประเทศจีน หรือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่แม้ก่อนหน้านี้จะพับแผนการทำตลาด อีคิวซี ไปแล้ว แต่ยืนยันว่าเป้าหมายการเปิดตลาด อีวี จะยังคงเดินหน้าต่อไปโดยจะขึ้นสายการผลิตในประเทศ คาดว่าจะเป็นเช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า โดยคาดการณ์กันว่าจะเป็นรุ่น อีคิวเอส ซึ่งเป็นอีวีที่มีพื้นฐานเดียวกับรถธงอย่าง เอส-คลาส นั่นเอง

ขณะที่เอ็มจี ที่เป็นผู้ครองตลาด อีวี ในขณะนี้ก็มีแนวคิดจะเสริมตลาดในอนาคตเช่นกัน ซึ่งปัจจุบัน เอสเอไอซี มอเตอร์ บริษัทแม่ที่ประเทศจีนพัฒนาอีวีขึ้นมาหลายรุ่นทั้งเอสยูวี และรถยนต์นั่ง

และในอนาคต ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเห็นอีกหลายๆ ยี่ห้อตามเข้ามาทำตลาด รวมถึงน้องใหม่ที่เตรียมเข้ามาตลาดในบ้านเราครั้งแรก คือ เกรทวอลล์ มอเตอร์ ที่ซื้อโรงงานผลิตจีเอ็ม ที่ระยอง มีผลตั้งแต่ต้นปี 2564 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าเกรทวอลล์ จะเริ่มต้นการทำตลาดด้วยรถเอสยูวี ฮาวาล เนื่องจากเป็นตลาดที่มีทิศทางการเติบดตที่น่าสนใจ แต่ว่าเกรทวอลล์ ก็เป็นผู้ผลิต อีวี เช่นกัน โดยใช้ยี่ห้อ ออร่า (ORA) และสามารถนำเข้ามาทำตลาดได้ โดยใช้สิทธิพิเศษด้านภาษีนำเข้า 0% จากข้อตกลงเขตการค้า อาเซียน-จีน เช่นเดียวกับ เอ็มจี

แม้ว่าแนวโน้มด้านผลิตภัณฑ์มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่สิ่งที่จะต้องตามดูกันต่อไป คือ ปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่จะมีผลต่อการเติบโต เช่น สถานีชาร์จ การคิดค่่าไฟฟ้า หรือ ระบบการจำหน่ายไฟฟ้า ที่ยังไม่ตกผลึกเต็มที่

อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/894898




 
เพิ่มเติม