Follow

Show

20ปี 'อีวี' จ่อผงาด '21ราย' ขอบีโอไอ

กรุงเทพธุรกิจ "บลูมเบิร์ก"ประเมิน 20 ปี ตลาดโลก "อีวี"แซงเครื่องยนต์สันดาปภายใน ชี้รถบัสโตเร็วสุด รถบรรทุกยังมีข้อจำกัด ด้าน"จามา"ชี้สัดส่วนอีวียังต่ำ ระบุปี 61 ตลาดใหญ่สุด"จีน" ครองตลาดแค่ 5%  เผยไทยผลักดันจริงจังส่งผลเอกชนลงทุน- เปิดตัวรถใหม่ "เอ็มจี"เผยยอดจองพุ่ง ด้าน"เบนซ์"จับมือ"สวทช."ศึกษาแบตเตอรี "วอลโว่"เตรียมเปิดตัว ปี 68
         
รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) เป็นพลังงานใหม่ที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก และคาดการณ์กันว่าจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น ในอนาคต และขณะเดียวกันอีวี ก็เป็นต้นเหตุ หนึ่งที่มีส่วนฉุดตลาดรถยนต์ในปัจจุบัน เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการซื้อรถ เพื่อ ดูทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ชัดเจนว่า จะมุ่งหน้าไปในทิศทางใด
         
บลูมเบิร์ก เอ็นอีเอฟ รายงานผลการวิจัย ล่าสุดเกี่ยวกับแนวโน้มยานยนต์ไฟฟ้า  โดยระบุว่า จะครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 57% ของยอดขายรถยนต์นั่งภายในปี 2583 ซึ่งตัวเลขล่าสุดสูงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อปีก่อน พร้อมทั้งคาดว่ารถบัสไฟฟ้าจะครองส่วนแบ่งตลาดที่ 81% ของรถบัสที่ใช้ตามเมืองต่างๆ ในช่วงเวลา เดียวกัน
         
รายงานวิจัยของบลูมเบิร์กชิ้นนี้ เป็นการรวบรวมการวิจัยเชิงลึกของตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ โดยระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ จะครองส่วนแบ่ง ตลาด 57% ของยอดขายรถยนต์ เชิงพาณิชย์ และครองส่วนแบ่งตลาด 31% ของตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ ขนาดกลางและขนาดเล็กในยุโรป สหรัฐและจีนภายใน 2 ทศวรรษข้างหน้า
         
ตลาดที่เจาะยากที่สุดคือรถบรรทุก โดยคาดครองตลาด 19% ซึ่ง ส่วนใหญ่ใช้ขับขี่ในระยะทางสั้น และรถกระบะขนาดใหญ่รุ่นทั่วไปที่ใช้กับ งานระยะทางไกลจะต้องแข่งกับพลังงานทางเลือกเช่น แก๊สธรรมชาติและเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจนมากกว่า
         
ส่วนเหตุผลที่อีก 20 ปี ข้างหน้าตลาดจะขยายตัวอย่างชัดเจนเป็นเพราะราคาแบตเตอรีที่ต่ำลงมาก ซึ่งส่งผลให้นับตั้งแต่ช่วงกลางหรือปลายปี 2563 เป็นต้นไป รถยนต์ไฟฟ้า จะมีราคาถูกกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ไอซีอี) ในแทบทุกตลาด
         
นับตั้งแต่ปี 2554 ต้นทุนเฉลี่ยของ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ลดลงมากถึง 85% เนื่องจากหลายบริษัทประสบความสำเร็จในการประหยัดต้นทุนการผลิตจากขนาด  และการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำหน้า โดยจีนจะยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะครองส่วนแบ่งตลาดในสัดส่วน 48% และ 26% ของตลาดรถยนต์ ไฟฟ้าทั้งหมดที่จำหน่ายในปี 2568 และปี 2583
         
"จามา" ชี้อีวีตลาดโลกโตช้า
ขณะที่นายทาดะชิ โทยะ กรรมการบริหาร สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ ญี่ปุ่นหรือจามา กล่าวว่า อีวี ในตลาดโลก ยังเติบโตได้ช้า โดยปี  2561 ทั่วโลกมี ยอดจำหน่ายอีวีรวมกับปลั๊กอินไฮบริด 2 ล้านคัน ในจำนวนนี้เป็นยอดขายในจีน 1.1 ล้านคัน ขณะที่ตลาดยุโรป 3.85 แสนคัน สหรัฐ 3.61 แสนคัน
         
แต่ถ้าหากดูเฉพาะ อีวี อย่างเดียว จะพบว่าสัดส่วนการขายยังต่ำ เช่น ตลาดใหญ่อย่างจีน ซึ่งเป็นตลาดที่มี การผลิต และขายอีวีมากที่สุดในโลก  ก็พบว่ามีสัดส่วนอยู่ที่ 4-5% ของยอดขายทั้งหมด เช่นเดียวกับตลาดสหรัฐ  ซึ่งหลายเมืองมีมาตรการส่งเสริมการใช้งานอีวีอย่างจริงจัง มีสัดส่วนแค่ 2.4% ส่วนยุโรปมีสัดส่วน 0.6%
         
โดยประเทศในยุโรปที่ใช้อีวีมากจำนวนคือฝรั่งเศส คิดเป็นสัดส่วน 2.1% เยอรมนี 2% ส่วนประเทศที่มีสัดส่วนการใช้สูงที่สุดคือนอร์เวย์  ที่โดดขึ้นไปที่ 29.5% เพราะเป็น ตลาดที่ส่งเสริมการใช้งานอย่างจริงจังเต็มที่ในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านภาษี สถานีชาร์จสาธารณะที่แพร่หลาย และฟรี รวมไปถึงสิทธิพิเศษในการใช้งานต่างๆ เช่น สิทธิใช้ช่องทางพิเศษ เป็นต้น
         
ทั้งนี้ปัจจุบัน นอร์เวย์ ไม่มีอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศแต่อย่างใด ทำให้การกำหนดมาตรการส่งเสริมการใช้งานรถประเภทต่างๆ ทำได้ง่าย เพราะไม่ต้องกังวลว่า จะกระทบกับอุตสาหกรรมในประเทศ
         
นายโทยะกล่าวว่า สำหรับไทย จามาจะไม่ก้าวก่ายแนวทางการบริหารจัดการ แต่เห็นว่าภาครัฐก็พยายามสนับสนุนเต็มที่ ขณะที่ภาคเอกชนก็พยายามที่จะกระตุ้นตลาดเต็มที่ทั้งการลงทุนและการแนะนำรถรุ่นต่างๆ
         
เอ็มจียอดจองพุ่ง
สำหรับอีวีในไทย อยู่ในช่วง เริ่มต้น โดยภาครัฐมีนโยบายส่งเสริม การผลิตรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งมีทั้งไฮบริด ปลั๊กอิน ไฮบริด และอีวี โดยบีโอไอระบุว่ามี ผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งรายเล็กรายใหญ่รวม 21 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติ ซึ่งต้องใช้เวลา เนื่องจากเป็นของใหม่ทำให้ต้องพิจารณาอย่างรัดกุม และหากมีข้อสงสัยก็จะต้องเรียกผู้ยื่นเข้ามาชี้แจงเป็นกรณีไป
         
ส่วนค่ายรถที่เปิดตัวแล้วขณะนี้ มีหลายยี่ห้อ เช่น เกีย โซล อีวี, ฮุนได ไอออนิค, ฮุนได โคน่า, จากัวร์ ไอ-ไทป์, อาวดี้ อี-ตรอน, ไมน์ สปา วัน, ฟอมม์ วัน, นิสสัน ลีฟ และ เอ็มจี แซดเอส อีวี
         
อย่างไรก็ตามแต่ละรุ่นยังไม่มีตลาดที่แพร่หลายนัก รวมถึงนิสสัน ลีฟ ที่ปัจจุบันมียอดประมาณ 100 คัน ส่วนค่ายที่มีการตอบรับชัดเจนที่สุดคือ เอ็มจี แซดเอส อีวี ที่มียอดจองทะลุ 1,000 คันแล้ว
         
การประสบความสำเร็จของ เอ็มจี ส่วนหนึ่งมาจากราคาจำหน่าย 1.19 ล้านบาท ซึ่งสามารถเจาะตลาดคนชั้นกลางได้ ส่วนการทำราคาได้ ค่อนข้างดี เป็นเพราะไม่มีภาษีนำเข้า จากข้อตกลงเขตการค้าเสรี อาเซียน-จีน ขณะที่นิสสัน ลีฟ ที่แม้จะได้สิทธิพิเศษจากความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย- ญี่ปุ่น แต่ก็ยังต้องเสียภาษีนำเข้า 20%
         
เบนซ์จับมือ สวทช.ศึกษาแบตฯ
อย่างไรก็ตาม แม้อีวีจะยังมีตลาดที่เล็ก แต่หลายค่ายก็เตรียมความพร้อม ในเรื่องนี้ รวมถึงเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มีแผนเปิดตัว อีคิว-ซี เร็วๆนี้
         
นายอันเดรอัส เลทเนอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมมือ สวทช. ลงนามความร่วมมือถ่ายทอดเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และการทดสอบแบตเตอรี่ลิเธียมเป็นแห่งแรก ในไทยและอาเซียน โดยมอบให้ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC)
         
สวทช. เป็นแล็บทดสอบแบตเตอรี่รถยนต์ เริ่มต้นด้วยรถปลั๊กอินไฮบริดที่จะทดสอบและป้อนเข้าสู่สายการผลิตภายในปีนี้ และจากนั้นจะศึกษาแบตเตอรีสำหรับ อีวี ในอนาตต่อไป
         
ทั้งนี้การมาของ อีวี ส่งผลให้เกิดการร่วมมือข้ามหน่วยงานกันมากขึ้นในด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา หรือการให้บริการติดตั้งสถานีชาร์จ เช่น นิสสัน ร่วมมือกับการไฟฟ้า นครหลวง และการไฟฟ้าส่วน ภูมิภาค  หรือ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ อีเอ ที่ประกาศความร่วมมือกับพันธมิตร 4 ราย ประกอบไปด้วย คาลเท็กซ์, เซเว่น อีเลฟเว่น, โรบินสัน และ ศูนย์บริการรถยนต์ เอ.ซี.ที. เพื่อติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้า "อีเอ เอนี่แวร์" สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ อีวี และรถปลั๊กอิน ไฮบริด หรือ พีเอชอีวี เพื่อรองรับตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวในอนาคต ขณะที่เอ็มจีก็ร่วมมือกับ อีเอ
         
วอลโว่สนองพร้อมเปิดตัวปี 68
ด้านนายคริส เวลส์ กรรมการ ผู้จัดการบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด  กล่าวว่า บริษัทแม่ที่สวีเดน มีนโยบายว่าภายในปี 2568 รถยนต์ วอลโว่ที่จะจำหน่ายทั้งหมด จะต้องเป็นรถที่มีพลังงานไฟฟ้า 50% และตั้งแต่ปีนี้ เป็นต้นไป รถที่เปิดตัวใหม่ จะต้องเป็น รถที่ใช้ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นปลั๊กอิน ไฮบริด หรือ อีวี
         
"บริษัทแม่ประกาศชัดเจน และแน่นอนว่ามีรถที่เป็น อีวี แน่ และสำหรับ ในไทย วอลโว่ ก็จะต้องสนองนโยบายบริษัทแม่เช่นกัน ซึ่งตอนนี้เราทำตลาดปลั๊กอิน ไฮบริดแล้ว และในอนาคตจะเปิดตัวอีวี"
         
ทั้งนี้วอลโว่ประเมินว่าเมื่อถึงปี 2568 ไทยจะมีความพร้อมในด้าน สาธารณูปโภครองรับ จากการที่ ขณะนี้หลายหน่วยเร่งติดตั้งสถานีชาร์จ ให้กระจายตัวไปทั่วประเทศ--จบ--

ที่มา: https://inews.bangkokbiznews.com/read/378096




 
เพิ่มเติม