Follow

Show

เบนซ์ยื่นลงทุน'อีวี'รับกระแสตลาดโลก

กรุงเทพธุรกิจ เมอร์เซเดส-เบนซ์สนใจลงทุนอีวี สอดรับทิศทางตลาดโลก และนโยบายบริษัทแม่ที่ตั้งเป้าเปิดตัวกว่า 50 รุ่นในอนาคต ชิมลางส่ง "อีคิว ซี"ลงตลาดปีหน้า หวังเห็นนโยบายภาครัฐคงที่ และส่งเสริมระยะยาว สร้างความแข็งแกร่ง
         
โครงการส่งเสริมการลงทุนรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าของภาครัฐ โดยสำนักงาน คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ ที่กำหนดให้กับรถยนต์ 3 ประเภทคือไฮบริด, ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรถพลังงานไฟฟ้าหรืออีวี กำลังจะหมดเขต การยื่นขอในวันที่ 31 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ในส่วนของปลั๊กอิน ไฮบริด และอีวี ซึ่งที่ผ่านมามีหลายค่าย ที่ยื่นขอร่วมโครงการ ขณะที่หลายค่ายกำลังอยู่ในช่วงการตัดสินใจ
         
นายโรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ จำกัด กล่าวว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีความสนใจที่จะร่วมโครงการทั้งปลั๊ก-อิน ไฮบริด และบีอีวี โดยอยู่ในช่วงการเตรียมการ และอาจจะยื่นก่อนวันเส้นตายก็ได้เช่นกัน
         
ทั้งนี้แม้จะมองว่า การลงทุนหรือ ทำตลาดรถในกลุ่มอีวี ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มองว่าพลังงานฟ้าเป็นทิศทางใหม่ของโลกที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นปลั๊ก-อิน ไฮบริด หรือว่า อีวี ก็ตาม และ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็เตรียมพร้อมรับการ แปลี่ยนแปลง เห็นได้จากก่อนหน้านี้ ได้สร้างซับแบรนด์ "อีคิว" ขึ้นมาเพื่อทำตลาดรถในกลุ่มที่ใช้พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อสร้างความชัดเจนทั้งในด้านตัวสินค้าและการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้า
         
"รถยนต์ภายใต้แบรนด์ อีคิว เป็นมากกว่าแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นระบบนิเวศไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งด้านการบริหาร เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยภายใน ปี 2565 ลูกค้าจะมีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างน้อย 1 รุ่น ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แบรนด์ สมาร์ทไปจนถึงรถเอสยูวีขนาดใหญ่"
        
เล็งเปิดตัว อีคิว ซี ปีหน้า
         
นอกจากนี้บริษัทแม่ยังมีแผนที่จะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 50 รุ่นย่อยในอนาคตอีกด้วย หลังจากที่ล่าสุด ได้เปิดตัวรถอีวี เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในโลกที่สวีเดน ในรุ่น อีคิว ซี
         
ทั้งนี้ อีวี ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะไม่เปิดขายในทุกตลาดแต่จะดูตลาดที่เหมาะสม และมีความพร้อม อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวระบุว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์จะเปิดตัวรถรุ่นดังกล่าวในไทยปีหน้า ในรูปแบบรถนำเข้าสำเร็จรูป หรือ ซีบียู
         
นายโฟลเกอร์ กล่าวว่า แม้ว่าอีวี จะเป็นสิ่งใหม่ในไทย แต่หากเทียบกับตลาดโลก เชื่อว่าไทยมีความพร้อมในระดับต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมของภาครัฐ หรือความเคลื่อนไหวของผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ รวมถึงการรับรู้ของผู้บริโภค ซึ่งในไทยขณะนี้ แม้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังไม่ได้ทำตลาดอีวี แต่ทำตลาด ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ซึ่งมีหลักการเดียวกัน พบว่าได้รับการตอบรับอย่างมาก มียอดขายประมาณ 40-50% ของยอดขายทั้งหมด ซึ่งถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังจากบริษัทเริ่มเปิดขายรถกลุ่มนี้ ในปี 2556  การยอมรับของผู้บริโภคมาจากทั้งตัวสินค้าที่ให้ประโยชน์กับผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความประหยัด สมรรถนะ และการดำเนินการควบคู่ไปของบริษัท ก็คือ การ ติดตั้งจุดชาร์จไฟทั้งที่ตัวแทนจำหน่ายและที่สาธารณะ เช่น โรงแรม  ห้างสรรพสินค้า ซึ่งภายในปีนี้จะมีครบ 200 จุด และจะขยายเพิ่มขึ้นในอนาคต
 


 
เพิ่มเติม