Follow

Show

รถเยอรมันปรับทัพ รับศึกยุคเทสล่า

โดย นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้จะผ่านช่วงตึงเครียดของข่าวฉาวเรื่องการฮั้วกำหนดราคาของบรรดาค่ายรถใหญ่สัญชาติเยอรมันมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่สถานการณ์โดยรวมและอนาคตของอุตสาหกรรมรถยุโรปชาตินี้ก็ยังถือว่าอยู่ในภาวะอึมครึม เพราะอุตสาหกรรมรถเยอรมันที่เดิมพันกับเทคโนโลยีดีเซล กำลังถึงคราวต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุครถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่กำลังมาเคาะประตูบ้านยุโรปในขณะนี้

"อังกฤษ" ประกาศแผนห้ามจำหน่ายรถยนต์เบนซินและดีเซล ภายในปี 2040 เป็นต้นไป เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ "ฝรั่งเศส" จะห้ามขายรถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2040 เช่นเดียวกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ขณะที่ "นอร์เวย์" ตั้งเป้าหมายมาใกล้กว่านั้นที่ปี 2025 ในฐานะที่เป็นผู้นำการใช้เทคโนโลยีรถยนต์สะอาดในปัจจุบัน โดยมีสัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด ถึงราว 40% ของยอดขายรถทั้งหมด ในประเทศเมื่อปีที่แล้ว

การประกาศเป้าหมายของประเทศในยุโรปเหล่านี้ ยังเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของโลกในการปรับตัวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า โดยยังมีอีกกว่า 10 ประเทศที่ประกาศเป้าหมายในทำนองเดียวกันนี้

ส่วน "สหรัฐ" ซึ่งเป็นเจ้าถิ่นของค่ายรถไฟฟ้ามาแรงอย่าง "เทสล่า" นั้น แม้ว่าจะไม่ได้ประกาศเป้าหมายอย่างเป็นทางการ แต่ก็ถือเป็นตลาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายหลักของรถอีวีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว โดยมีหลายรัฐขนาดใหญ่กำหนดเป้าหมายของตนเองกันไป ขณะที่ "จีน" ก็ถือเป็นตลาดใหญ่ที่มียอดขายรถยนต์อีวีถึงราว 40% จากการจำหน่ายทั่วโลกเช่นกัน

"เยอรมนี" อาจยังพอช่วยปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในบ้านได้ด้วยการยื้อเวลาประกาศเป้าหมายดังกล่าว แต่ในเชิงการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีแล้ว ย่อมไม่สามารถทัดทานกระแสการเปลี่ยนแปลงหรือยื้อได้นานนัก ซึ่งประเดิมจากการที่ เทสล่า ฉวยจังหวะที่ค่ายรถเยอรมันยังสะบักสะบอม เรื่องโกงไอเสียรถดีเซล (ดีเซลเกต) บุกเข้าไปเปิดสาขาในเมืองสตุตการ์ต หนึ่งในเมืองหัวใจหลักของอุตสาหกรรมรถเยอรมัน ซึ่งเป็นบ้านของเมอร์ เซเดส-เบนซ์ และปอร์เช่ ไป เรียบร้อยแล้ว

จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเด็นเรื่องการปฏิวัติรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสรถยนต์อีวี จะเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนทางการเมืองในช่วงการ หาเสียงก่อนศึกเลือกตั้งเยอรมนีปลายเดือน ก.ย.นี้ด้วย

ปีเตอร์ อัลต์ไมเออร์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล แห่งเยอรมนี ได้ส่งสัญญาณกดดันค่ายรถในประเทศเมื่อ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ค่ายรถเยอรมันจำเป็นต้องลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้นกว่านี้ เพื่อแข่งกับค่ายเทสล่า อิงก์ ของอีลอน มัสก์ จากสหรัฐ

ทีมงานของแมร์เกิล ระบุว่า เมื่อมองอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมันที่มีการจ้างงานถึง 6 แสนอัตรา ก็คิดว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่วันหนึ่งเยอรมนีจะสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลกว่าเทสล่า 50 กม. และถูกกว่าสัก 1 หมื่นยูโร

"หากอุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ยืนอยู่บนความเป็นจริงที่ว่า ต้องลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้นโดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมือง ก็คงเป็นเรื่องยากมาก ที่จะมัวมาปกป้องรถเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลในระยะยาว เราจำเป็นต้องทำทุกอย่างเท่าที่เราจะสามารถทำได้ในขณะนี้ เพื่อให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ดีที่สุดในเยอรมนี" อัลต์ไมเออร์ กล่าว

ปัญหาการโกงตัวเลขปล่อยไอเสียในเคสดีเซลเกตที่ถือเป็นความขายหน้าครั้งใหญ่ของเยอรมนี รวมถึงอนาคตของรถดีเซลในยุคอนาคตรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้ 2 พรรคใหญ่ในเยอรมนี คือขั้วพรรคซีดียูของแมร์เกิล และขั้วพรรคเอสพีดีของมาร์ติน ชูลซ์ ต่างก็หันมาโจมตีและกดดันอุตสาหกรรมรถในประเทศเป็นพิเศษในช่วงนี้

เพราะนับตั้งแต่ที่อุตสาหกรรมรถเมดอินเยอรมนีต้องพัวพันกับดีเซลเกต มากว่า 2 ปี ก็แทบไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนวัตกรรมใหม่ในยุคที่รถไฟฟ้ามาจ่อประตูบ้านแต่อย่างใด ปัจจุบันค่าย

ใบพัดสีฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู ดูจะมีความคืบหน้ามากที่สุดในเรื่องนี้กับรถไฟฟ้ารุ่น i3 ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกมาตั้งแต่ปี 2013 และมียอดขายไปกว่า 8.3 หมื่นคันจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ค่ายเมอร์เซเดสและโฟล์คสวาเกน ประกาศเพียงแผนจะเปิดตัวรถไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่รุ่นใหม่มาแข่งกับเทสล่าโดยเฉพาะ ภายในสิ้นทศวรรษนี้

การปรับตัวของค่ายรถเยอรมันนั้นอาจไม่เป็นข่าวหวือหวาเหมือนการลงทุนในฝั่งสหรัฐ จีน และญี่ปุ่น ซึ่งรายหลังนั้นเริ่มรุกในส่วนรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น หลังข่าวการลงทุนในรถพลังงานไฮโดรเจนเริ่มซาลง ทว่าที่สุดแล้วเยอรมนีก็ย่อมหนีไม่พ้นการปรับตัวครั้งใหญ่ที่อาจถึงขั้นใกล้เคียงกับคำว่าปฏิวัติ เพื่อนำพาอุตสาหกรรมหลักของประเทศผ่านพ้นไปสู่อนาคตที่มีความชัดเจนมากขึ้นแล้วว่า เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าเป็นผู้ชนะในเทคโนโลยีรถยนต์แห่งอนาคตอันใกล้นี้

แม้รัฐบาลของแมร์เกิลจะยื้อเรื่องการตั้งเป้าหมายปีที่จะยกเลิกการจำหน่ายรถเครื่องยนต์สันดาปเหมือนประเทศอื่นๆ แต่แมร์เกิลยังยืนยันว่าจะสนับสนุนให้มีการจำหน่ายรถไฟฟ้า 1 ล้านคัน ภายในปี 2020 อย่างแน่นอน ขณะที่มีรายงานว่ารัฐสภายุโรปอาจเป็นผู้ลงมือกำหนดเป้าหมายเลิกจำหน่ายรถที่ใช้น้ำมันเองในเร็วๆ นี้

ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้เองก็เพิ่ง มีข่าวว่า เยอรมนีกำลังมีแผนเมกะ โปรเจกต์เตรียมเปิดตัวโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออน ขนาดใหญ่ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าด้วย เพื่อแข่งขัน กับกิกะแฟกทอรี โรงงานผลิตแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของ เทสล่า มอเตอร์ ในรัฐเนวาดา ที่มี กำลังการผลิต 35 กิกะวัตต์/ชม./ปี โดยโรงงานที่ว่านี้คาดว่าจะเริ่มต้นได้ ในไตรมาส 4 ของปี 2019 และจะดำเนินการผลิตได้เต็มประสิทธิภาพภายในปี 2028

การปรับตัวในยุคที่เทคโนโลยีใหม่มาเคาะประตูบ้าน จึงเป็นเรื่องใหญ่ ที่อุตสาหกรรมรถยนต์เมดอินเยอรมนีต้องฝ่าฟันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ได้ในเร็วๆ นี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 31 สิงหาคม 2560




 
เพิ่มเติม