Astemo (แอสเตโม) เป็นบริษัทซัพพลายเออร์ชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีพนักงานประมาณ 80,000 คนทั่วโลก และดำเนินธุรกิจครอบคลุมภูมิภาคอเมริกา เอเชีย จีน ยุโรป และญี่ปุ่น บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2021 จากการรวมตัวของ 4 บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Hitachi Automotive Systems, Keihin, Showa และ Nissin Kogyo ซึ่งได้นำความเชี่ยวชาญระดับโลกด้านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ระบบส่งกำลัง แชสซี ระบบความปลอดภัย และเทคโนโลยีการขับเคลื่อนขั้นสูงมารวมไว้ด้วยกัน
ชื่อบริษัท “Astemo” มาจากคำว่า “Advanced Sustainable Technologies for Mobility” ซึ่งสะท้อนถึงพันธกิจของบริษัทในการมอบโซลูชันด้านการเดินทางที่ปลอดภัย ยั่งยืน และสะดวกสบาย ผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีส่วนช่วยสร้างสังคมที่ยั่งยืน

ภายใต้สโลแกนองค์กร “Mobility Beyond” Astemo มุ่งก้าวข้ามบทบาทดั้งเดิมของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านการขับเคลื่อนแบบครบวงจร บริษัทนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยผ่านกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า (Electrification), กลุ่มธุรกิจยานยนต์ (Vehicle) และ กลุ่มธุรกิจรถจักรยานยนต์ (Motorcycle) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ Software-Defined Vehicles (SDVs) ระบบ ADAS การขับขี่อัตโนมัติ และการเดินทางอย่างยั่งยืน

ภายใต้โครงสร้างการดำเนินงานระดับโลกนี้ บริษัท แอสเตโม เอเชีย จำกัด ทำหน้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชีย ตั้งอยู่ในประเทศไทย โดยมีบทบาทในการขับเคลื่อนกลยุทธ์และส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในตลาดสำคัญต่าง ๆ รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินเดีย ในฐานะหนึ่งในภูมิภาคสำคัญด้านการเติบโตของแอสเตโม ภูมิภาคเอเชียมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนวัตกรรม เสริมสร้างการพัฒนาเทคโนโลยีในระดับท้องถิ่น และสนับสนุนอนาคตของการเดินทางที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และยั่งยืน
ประเทศไทยได้รับการยอมรับมายาวนานว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญด้านการผลิตและการส่งออกยานยนต์ของภูมิภาค สำหรับแอสเตโม ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางเชิงกลยุทธ์ด้านการเติบโต นวัตกรรม และความร่วมมือระดับภูมิภาคในระยะยาว
ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง บุคลากรที่มีทักษะสูง และระบบซัพพลายเชนยานยนต์ที่ครบวงจร ประเทศไทยจึงเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับแอสเตโม ในการขยายธุรกิจและเสริมสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาแอสเตโม ได้ลงทุนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย และสร้างเครือข่ายการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งมี 9 บริษัทในเครือของแอสเตโมในประเทศไทย ครอบคลุมด้านการผลิต การขาย วิศวกรรม และการดำเนินงานระดับภูมิภาค
แหล่งที่มา: Asia | Global Network | Company Information | Astemo, Ltd.
ปัจจุบัน บริษัท แอสเตโม เอเชีย จำกัด ทำหน้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชีย (RHQ) โดยมีบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือและการเติบโตทางธุรกิจทั่วภูมิภาค สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างสูงของแอสเตโม ต่อศักยภาพของประเทศไทย รวมถึงความมุ่งมั่นระยะยาวในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อน
ด้วยการใช้ประโยชน์จากศักยภาพและตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย แอสเตโมยังคงเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมด้านระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ระบบความปลอดภัยขั้นสูง การขับขี่อัตโนมัติ และยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software-Defined Vehicles: SDVs) พร้อมทำงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมสร้างโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคตที่ปลอดภัย ชาญฉลาด และยั่งยืนยิ่งขึ้น
AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างรวดเร็ว จากการพัฒนาที่มุ่งเน้นฮาร์ดแวร์แบบดั้งเดิม สู่ยุคของยานยนต์อัจฉริยะ ยานยนต์ที่เชื่อมต่อข้อมูล และยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (SDVs)
หนึ่งในแนวโน้มที่น่าจับตามองคือการพัฒนาของ IoV (Internet of Vehicles) หรือการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างยานยนต์และระบบคลาวด์แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยให้สามารถอัปเดตซอฟต์แวร์ได้อย่างต่อเนื่อง คาดการณ์การบำรุงรักษาล่วงหน้า รวมถึงมอบประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น
ที่แอสเตโม เรากำลังนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในหลากหลายด้าน อาทิ การขับขี่อัตโนมัติ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) การผลิตอัจฉริยะ และการพัฒนายานยนต์ยุค SDV เพื่อร่วมสร้างโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคตที่ปลอดภัย ชาญฉลาด และยั่งยืน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาคเอเชียอีกด้วย
แอสเตโม มุ่งเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสู่การเดินทางแห่งอนาคตที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และยั่งยืน ผ่านการผสานเทคโนโลยี AI ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีการขับเคลื่อนขั้นสูงเข้าด้วยกัน
ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (SDVs) แอสเตโม ได้นำ AI เทคโนโลยีคลาวด์ การอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านระบบ OTA (Over-the-Air) และระบบควบคุมยานยนต์แบบบูรณาการ มาประยุกต์ใช้ เพื่อพัฒนายานยนต์ที่สามารถพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่องผ่านข้อมูลและซอฟต์แวร์

ในฐานะผู้นำในยุคยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (SDV) และสอดคล้องกับพันธกิจของแอสเตโม ที่ว่า “เราจะมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและยกระดับคุณภาพชีวิต ด้วยการนำเสนอโซลูชันการขับเคลื่อนขั้นสูงระดับโลก” แอสเตโม ได้กำหนดวิสัยทัศน์ หรือ “ภาพอนาคตที่บริษัทมุ่งสู่” ในอีก 10 ปีข้างหน้า คือ “ความปลอดภัยและอิสรภาพในการเดินทางให้กับผู้คนทั่วโลกด้วยการขับเคลื่อนสู่อนาคตไปกับแอสเตโม”

แอสเตโม มุ่งก้าวข้ามบทบาทดั้งเดิมของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านการขับเคลื่อน ที่มีส่วนช่วยยกระดับความปลอดภัย ความมั่นใจในการเดินทาง และความเป็นกลางทางคาร์บอนสำหรับสังคมแห่งอนาคต ผ่านนวัตกรรม ความร่วมมือ และเทคโนโลยีการขับเคลื่อนขั้นสูง
แหล่งที่มา: CEO Message | Sustainability | Astemo, Ltd.
แอสเตโม กำลังเร่งขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เชิงกลยุทธ์ในหลากหลายด้านของธุรกิจ เพื่อตอบรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุคยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (SDVs) และระบบนิเวศการเดินทางอัจฉริยะ
หนึ่งในความก้าวหน้าสำคัญล่าสุด คือ การที่โครงการสาธิตในต่างประเทศของแอสเตโม ซึ่งนำ DX (Digital Transformation) และ AI มาใช้ในการผลิตระบบควบคุมเบรกสำหรับรถจักรยานยนต์ ได้รับการคัดเลือกในโครงการสนับสนุนเงินทุนของกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (METI) เมื่อเดือนเมษายน 2026 โดยผ่านโครงการนี้ บริษัทในเครือของ แอสเตโมในประเทศอินเดียกำลังพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ DX เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพด้านการบำรุงรักษา และสนับสนุนโซลูชันการเดินทางที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
โครงการนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากแนวโน้มด้านความปลอดภัยทางถนนทั่วโลกกำลังได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดรถจักรยานยนต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ประเทศอินเดีย ซึ่งคาดว่าความต้องการระบบ ABS สำหรับรถจักรยานยนต์จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากจากข้อกำหนดด้านความปลอดภัยใหม่ในอนาคต ด้วยการผสาน AI ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีการผลิตอัจฉริยะเข้ากับกระบวนการผลิตระบบ ABS สำหรับรถจักรยานยนต์ Astemo มีเป้าหมายในการสร้างต้นแบบการผลิตยุคใหม่ ที่สามารถรองรับทั้งการผลิตจำนวนมากด้วยคุณภาพสูง และการบำรุงรักษาอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
ในอนาคตแอสเตโม มีแผนขยายการประยุกต์ใช้ AI เพิ่มเติมในด้านต่าง ๆ เช่น การดำเนินงานโรงงานอัจฉริยะ การควบคุมคุณภาพแบบอัตโนมัติ การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ เพื่อร่วมสร้างโซลูชันการเดินทางที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับสังคมโลกต่อไป
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการนำ AI มาใช้กับระบบ ADAS และการขับขี่อัตโนมัติ คือ การสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของยานยนต์ที่มีการเชื่อมต่อและขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์มากยิ่งขึ้น
ในขณะที่ยานยนต์ยุค (SDVs) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ระบบยานยนต์จำเป็นต้องสามารถประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งต้องสอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพระดับสากล
ที่แอสเตโม เรารับมือกับความท้าทายเหล่านี้ผ่านการผสานการทำงานระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ขั้นสูง การพัฒนาระบบบนคลาวด์ เทคโนโลยี OTA (Over-the-Air) และความร่วมมือด้านวิศวกรรมระดับโลก เพื่อส่งมอบโซลูชันการเดินทางแห่งอนาคตที่ปลอดภัย เชื่อถือได้ และยั่งยืน
ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ SDVs และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (xEV) การลงทุนขนาดใหญ่ในด้านการผลิตขั้นสูง การพัฒนาซอฟต์แวร์ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการขับเคลื่อนแห่งอนาคต มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น เราหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ ผ่านนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่เป็นธรรม โปร่งใส และเปิดกว้าง เพื่อส่งเสริมการลงทุนระยะยาว และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านการขับเคลื่อนแห่งอนาคตของภูมิภาค
นอกจากนี้ การพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูงจะเป็นปัจจัยสำคัญต่ออนาคตของอุตสาหกรรม เราจึงอยากเห็นการสนับสนุนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในด้านการศึกษาทางวิศวกรรม ทักษะด้าน AI และซอฟต์แวร์ รวมถึงโครงการ Reskilling เพื่อเตรียมความพร้อมของบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ยุค SDV ในอนาคต
หัวใจสำคัญของการเป็นผู้นำในยุค AI ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้งานเท่านั้น แต่คือการใช้ AI เพื่อสร้างการเดินทางที่ปลอดภัย ชาญฉลาด และยั่งยืน ซึ่งสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้อย่างแท้จริง
สำหรับแอสเตโม นี่คือความหมายของ “Mobility Beyond” และแนวคิด “Beyond evolution: Co-creating society through mobility” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการใช้พลังแห่งนวัตกรรมก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ เพื่อสร้างอิสรภาพ ความปลอดภัย และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ให้กับสังคมแห่งอนาคต