โครงการประเมินความพร้อมของตลาดในภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง สำหรับการใช้งานยานยนต์พลังงานใหม่ และยานยนต์อัจฉริยะ ณ กรุงโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม พร้อมด้วย ดร. เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ และนายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย นำคณะเข้าพบหน่วยงานต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ณ กรุงโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ภายใต้การดำเนินโครงการ “The State of Preparedness of the Lancang-Mekong Region’s Market Adoption for New Energy Vehicles (NEVs) and Smart Mobility” (โครงการประเมินความพร้อมของตลาดในภูมิภาคล้านช้าง-แม่โขง สำหรับการใช้งานยานยนต์พลังงานใหม่ และยานยนต์อัจฉริยะ)
 
คณะได้เข้าพบ KPMG Limited Vietnam ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทผู้ให้บริการคำปรึกษา ระดับโลก ที่ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม การเข้าพบในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก Mr. Tran Thanh Tam ผู้อำนวยการและหัวหน้าฝ่ายการตลาดและกิจการองค์กร ประจำประเทศเวียดนามและกัมพูชา และคณะให้การต้อนรับ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์และแนวโน้มตลาดยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศเวียดนาม
 
ทั้งนี้ เวียดนามได้กำหนดเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ในภาคคมนาคมภายในปี ค.ศ. 2050 โดยตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของเวียดนามได้รับแรงสนับสนุนสำคัญจากนโยบายภาครัฐและมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Incentives) ที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม นอกจากนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นของจำนวนชนชั้นกลาง และอัตราการครอบครองรถยนต์ต่อประชากรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ เป็นปัจจัยสนับสนุนที่เอื้อต่อการเติบโดของตลาดยานยนต์ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่ต้องเร่งดำเนินการ อาทิ การขยายเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า การพัฒนามาตรฐานด้านความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ ความเพียงพอของระบบไฟฟ้า การบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าให้เหมาะสม ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะการเดินทางระยะไกลที่เกินกว่า 150 กิโลเมตร รวมถึงการผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า โดยเฉพาะกลุ่มรถจักรยานยนต์ที่มีมากกว่า 70 ล้านคัน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่การคมนาคมที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว