1. บทนำ: ซากรถยนต์และแบตเตอรี่กับความท้าทายใหม่ของประเทศไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติการผลิต การจ้างงาน และการส่งออก อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EVs) และนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กำลังสร้างความท้าทายรูปแบบใหม่ที่สำคัญ นั่นคือ การเพิ่มขึ้นของซากรถยนต์และแบตเตอรี่ในอนาคตอันใกล้
ปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์จดทะเบียนสะสมมากกว่า 40 ล้านคัน โดยเป็นรถยนต์ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ถึง 6 ล้านคัน (ร้อยละ 15) และมีแนวโน้มการใช้รถยนต์นานขึ้น ทำให้ตัวเลขสะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) ซึ่งภาครัฐตั้งเป้าหมายให้ยานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 30 ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030 (นโยบาย 30@30) โดยปัจจุบันมีรถยนต์ xEV สะสมกว่า 1 ล้านคัน ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ใกล้หมดอายุการใช้งานราว 1.5 แสนคัน
ประเด็นสำคัญคือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ได้แก่ HEV PHEV และ BEV ต้องใช้แบตเตอรี่ความจุสูง มีการเสื่อมสภาพ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ซึ่งมีอายุการใช้งานจำกัดตามรอบการชาร์จ โดยมีอายุการใช้งาน 8-10 ปี ทำให้ ซากรถยนต์และแบตเตอรี่มีแนวโน้มเกิดเร็วขึ้นและมีปริมาณมากขึ้น หากประเทศไทยยังไม่มีระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม
กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ร่วมกับ สถาบันยานยนต์ ดำเนินโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมจัดการซากยานยนต์และแบตเตอรี่ ประจำปีงบประมาณ 2567 เพื่อศึกษาห่วงโซ่อุปทานการจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่ในประเทศ และจัดทำกลไกส่งเสริมและบริหารจัดการอุตสาหกรรมจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจัดทำคู่มือ และวิดีทัศน์ การจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่ โดยผู้สนใจสามารถเข้าชมแนวทางการจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่
***หมายเหตุ - รวมทั้งดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ *Link1* และ *Link2* ตามลำดับ
2. ซากรถยนต์และแบตเตอรี่ : จากของเสียสู่ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์
ในมุมมองของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซากรถยนต์และแบตเตอรี่ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียง “ขยะ” แต่เป็น แหล่งทรัพยากรทุติยภูมิที่มีมูลค่าสูง โดยรถยนต์หนึ่งคันประกอบด้วยวัสดุที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้มากกว่าร้อยละ 80–90 ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก อะลูมิเนียม พลาสติก แก้ว ยาง และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง แบตเตอรี่ใช้แล้ว สามารถคัดแยก เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนใหม่ Reuse หรือนำกลับไป Recycle เป็นแบตเตอรี่ใหม่
ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้พัฒนาระบบบริหารจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่อย่างเป็นระบบและประสบความสำเร็จ เช่น สหภาพยุโรปที่กำหนดให้รถยนต์และแบตเตอรี่ต้องถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์และรีไซเคิลในอัตราสูงกว่าร้อยละ 85–95 ญี่ปุ่นที่มีระบบจัดเก็บค่าธรรมเนียมล่วงหน้าและติดตามซากรถยนต์และแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิต และเกาหลีใต้ที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรมรีไซเคิลเข้ากับผู้ผลิตยานยนต์โดยตรง
ในบริบทของยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ยังเป็นแหล่งแร่ธาตุสำคัญ เช่น ลิเธียม นิกเกิล และโคบอลต์ ซึ่งถือเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หากไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม ประเทศจะสูญเสียโอกาสในการนำทรัพยากรเหล่านี้กลับมาใช้ใหม่ และเพิ่มการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ
3. ระบบบริหารจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่ (End-of-Life Vehicle: ELV System)
ระบบบริหารจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพ ควรครอบคลุมกระบวนการตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มจากการจัดทำฐานข้อมูลรถยนต์และแบตเตอรี่ตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงการนำรถยนต์หรือแบตเตอรี่ที่ปลดระวางเข้าสู่ระบบการจัดการอย่างเป็นทางการ ผ่านการยกเลิกทะเบียนรถยนต์ หรือปรับปรุงข้อมูลสถานะของแบตเตอรี่ และส่งมอบให้จุดรับซากที่ได้รับอนุญาต จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการคัดแยกและรื้อถอน (Dismantling) เพื่อแยกชิ้นส่วนที่ยังสามารถนำไปใช้ซ้ำ (Reuse) หรือ Remanufacturing ได้ พร้อมทั้งจัดการของเหลวและสารอันตรายอย่างปลอดภัย
วัสดุที่ได้จากการรื้อถอน จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลตามประเภทวัสดุ เช่น โลหะและอะลูมิเนียมที่สามารถรีไซเคิลได้เกือบทั้งหมด พลาสติกและยางที่สามารถแปรรูปเป็นวัตถุดิบทุติยภูมิ หรือเชื้อเพลิง ขณะที่แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถนำไปสกัดแร่ธาตุมีค่ากลับมาใช้ใหม่ ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับวัสดุที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำหรือรีไซเคิลได้ หรือที่เรียกว่า Automotive Shredder Residual (ASR) สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านพลังงานผ่านกระบวนการเผาเป็นเชื้อเพลิงได้ แต่จำเป็นต้องมีการคัดแยก รวบรวม และควบคุมอย่างเป็นระบบเพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
4. สถานการณ์ของประเทศไทยและความเร่งด่วนเชิงนโยบาย
แม้ประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สำคัญของภูมิภาค แต่ในปัจจุบันยัง ไม่มีระบบบริหารจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่อย่างเป็นทางการ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายเฉพาะด้าน การจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่ จึงเป็นไปตามกลไกตลาดและภาคไม่เป็นทางการ ส่งผลให้ขาดมาตรฐาน การติดตามข้อมูล และการควบคุมผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงก่อให้เกิดปัญหาขยะอุตสาหกรรมและมลพิษ แต่ยังทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากการนำทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ ในบริบทของการขยายตัวของรถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาระบบบริหารจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่ จึงเป็นวาระเร่งด่วนระดับประเทศ ที่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับนโยบาย EV และการลดก๊าซเรือนกระจก
5. ผลลัพธ์ของ Automotive Circularity ต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาระบบบริหารจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่ สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในหลายมิติ ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิตวัตถุดิบใหม่ การลดปริมาณของเสียฝังกลบมากกว่าร้อยละ 70 และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมรีไซเคิลซากรถยนต์และแบตเตอรี่ ซึ่งมีศักยภาพสูงถึงระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว
6. ระบบบริหารจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่ กับ Ecosystem อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ระบบบริหารจัดการซากรถยนต์และแบตเตอรี่ไม่ใช่เพียงกลไกด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นหนึ่งใน Ecosystem สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่เชื่อมโยงนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และการพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้าด้วยกัน
ความสำเร็จของระบบนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐในการออกกฎหมายและกำหนดมาตรฐาน สำหรับผู้ผลิตยานยนต์และแบตเตอรี่ในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อการรีไซเคิล ผู้ประกอบการรีไซเคิลในการพัฒนาเทคโนโลยี และประชาชนในการนำรถยนต์เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง
การเปลี่ยนซากรถยนต์และแบตเตอรี่ให้เป็นทรัพยากร คือก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ความยั่งยืน และเป็นรากฐานของเศรษฐกิจหมุนเวียนในอนาคต
*Link1* https://drive.google.com/drive/folders/18LJNKWrJ-tXpChRcSaMk5pjm7CsHsq8g
*Link2* https://drive.google.com/drive/folders/1iAaDMLeZ9PXJ2Dh6c_mrj3cQZ9q0Ms72
โดยความร่วมมือระหว่าง
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม (กองนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา 1)
สถาบันยานยนต์ และ สถาบันพลาสติก