Follow

Show

เล็งใช้ "รถเมล์" ไฟฟ้า 6 จังหวัด ลดมลภาวะทางอากาศ

นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนา เพื่อการประชาสัมพันธ์โครงการและรับฟังความคิดเห็นประชาชน โครงการศึกษาจัดทำแผนพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ครั้งที่1ว่า โครงการการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่มารองรับการเดินทางของประชาชนควบคู่กับการลดมลภาวะทางอากาศ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายแผนยุทธศาสตร์ชาติ20ปี (ปี60-79)รวมทั้งลดการน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศด้วย ในผลการศึกษาโครงการดังกล่าว ได้คัดเลือกเมืองเพื่อเป็นพื้นที่ต้นแบบ6พื้นที่ ประกอบด้วย1.กรุงเทพฯ โดยนำร่องเส้นทางสาย137รามคำแหง-ถนนรัชดาภิเษก ระยะทาง26กม. มีผู้โดยสารใช้บริการ10,259คนต่อวัน
         
นายสราวุธ กล่าวต่อว่า2.เชียงใหม่ นำร่องเส้นทางเดินรถระบบหลักเมืองเชียงใหม่สายสีเขียว11.92กม. ผู้โดยสาร5,539คนต่อ ชม. ต่อทิศทาง3.นครราชสีมา นำร่องสายสีส้ม แยกประโดก-ถนนช้างเผือก-คูเมืองเก่า ระยะทาง9.81กม. ผู้โดยสาร10,060คนต่อวัน4.พระนครศรีอยุธยา นำร่องสาย1ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา-รอบเมือง วนซ้าย24กม. มีผู้โดยสาร4,285คนต่อวัน และ สาย2ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา-รอบเมือง วนขวา24กม. ผู้โดยสาร4,000คนตอวัน 5.ชลบุรี นำร่องเส้นทาเดินรถสาย1แยกเฉลิมไทยฯ-ชลบุรี-นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้5.7กม. ผู้โดยสาร2,016คนต่อวัน และ6.ภูเก็ต นำร่องเส้นทางเดินรถสาย1814เส้นทางภูเก็ต-ป่าตอง14กม. มีผู้โดยสาร109คนต่อวัน ทั้งนี้คาดว่าผลการศึกษาแล้วเสร็จ มี.ค.62จากนั้นเสนอกระทรวงคมนาคมเพื่อเห็นชอบผลการศึกษาต่อไป
         
รายงานข่าว สนข. ระบุว่า อยู่ระหว่างวิเคราะห์ข้อมูล เส้นทางนำร่อง โดยเส้นทางที่เลือกมานำร่องจากปัจจัยปริมาณผู้โดยสารในรถหมวด1ที่วิ่งให้บริการภายในเมือง จำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการ ความถี่ในการเดินรถ ดูพื้นที่ทางกายภาพ เช่น เส้นทางผ่านพื้นที่สถานโบราณ ความกว้างของช่องจราจร รวมทั้งจุดให้บริการสถานีชาร์จแบตเตอรี่ไฟฟ้า รถเมล์ไฟฟ้าที่จะนำมาใช้ รูปแบบการลงทุนในแต่ละเส้นทาง จำนวนรถเมล์ไฟฟ้าที่จะใช้ในพื้นที่ที่ต่างกัน เช่น พื้นที่ กรุงเทพฯ1เส้นทางคาดว่าจะใช้รถเมล์ไฟฟ้า23คัน เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนในช่วงเร่งด่วนได้ ขณะที่ต่างจังหวัดใช้รถเมล์ไฟฟ้าประมาณ5-10คัน ขึ้นอยู่ความเหมาะสมและต้องการของแต่ละพื้นที่คาดว่าผลการศึกษาแล้วเสร็จจะสามารถนำร่องพื้นที่ ในกรุงเทพฯ ก่อน เพราะมีความพร้อมทั้งภาครัฐ และมีความต้องการในการเดินทางจำนวนมาก

ที่มา: www.dailynews.co.th




 
เพิ่มเติม