Follow

Show

ยอดขายรถยนต์พุ่งหนุนดัชนีผลผลิตอุตฯพ.ย.61ขยายตัว 0.98% คาดทั้งปี 3%

ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือน พ.ย.61 ขยายตัว 0.98% ภายหลัง 11 เดือนโต 2.99% อานิสงค์ยอดขายรถยนต์พุ่ง คาดทั้งปี 3% สูงสุดในรอบ5ปี จับตาปัจจัยเสี่ยงผลกระทบมาตรการสงครามการค้าจีน-มะกันที่คาดเดาได้ลำบาก
         
นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ในเดือนพ.ย.61 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) อยู่ที่ 116.57 ขยายตัว 0.98% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนนี้สูงสุดในรอบ 5 ปี 6 เดือน เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในเดือนนี้มี 3.17 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% อัตราการใช้กำลังการผลิต 69.37% ส่งผลให้ช่วง 11 เดือนแรกของปี 61 (ม.ค.-พ.ย.) MPI ขยายตัว 2.99%
         
โดยอุตสาหกรรมที่ส่งผลบวกต่อดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนพ.ย.61 ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ขยายตัวจากการบริโภคในประเทศเป็นหลัก ส่วนหนึ่งมาจากการออกรถยนต์รุ่นใหม่ การส่งเสริมการขายและสภาพเศรษฐกิจการซื้อรถ ส่งผลให้ยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Expo ถึง 40,000 กว่าคัน, อุตสาหกรรมน้ำตาลซึ่งปีนี้เปิดหีบเร็วกว่าปีที่แล้วเป็นผลมาจากการคาดการณ์ผลผลิตที่จะเกิดขึ้นจากกำลังการผลิตของโรงงานต่างๆ และอุตสาหกรรมปิโตรเลียมเป็นผลสืบเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้น ทำให้น้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอล์เติบโต
         
“ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่จัดทำโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)ที่สูงสุดรอบ 66 เดือน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยมากขึ้นโดยในเดือนพ.ย.61 มีเข้ามาถึง 3.17 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% โดยประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยจำนวนมากคือ อาเซียนขยายตัว 21% เข้ามาทดแทนนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง”
         
สำหรับปี 2561 คาดว่า ดัชนี MPI จะขยายตัวที่ 3% จาก 2.52% ในปี 60 โดยในเดือนธ.ค.61 คาดว่าจะได้รับปัจจัยหนุนจากการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง,มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 4 มาตรการ ส่วนปี 62 คาดกรอบ MPI น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2-3% สอดคล้องกับจีดีพีภาคอุตสาหกรรม โดยปี 61 จีดีพีภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 2.8%
         
ส่วนปัจจัยที่สำคัญในปี 2562 ได้แก่ การเลือกตั้งที่จะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกที่คาดว่าจะปรับตัวได้ดี รวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะมีผลต่อเนื่องจากปีนี้ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆที่จะมีต่อเนื่อง
         
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่จะต้องติดตามได้แก่ ผลกระทบจากมาตรการสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ เพราะคาดเดาได้ยาก อีกทั้งยังมีเรื่องของเศรษฐกิจจีนที่มีแนวโน้มจะชะลอตัวจากปีนี้,เสถียรภาพการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาเช่น ตุรกี บราซิล อเมริกาใต้ยังมีความเปราะบาง รวมทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนค่อนข้างมาก ยังไม่มีเสถียรภาพว่าจะไปทิศทางไหน

ที่มา: www.siamrath.co.th




 
เพิ่มเติม