Follow

Show

เช็กอัปสถานีชาร์จไฟฟ้า พุ่งเกินพันจุดรอรับEVเกิด

รถยนต์ไฟฟ้าเป็นกระแสที่ทุกค่ายรถยนต์ต่างยอมรับว่า มาแน่นอน 100% เนื่องจากทุกค่ายกำลังพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าของตัวเองอย่างเร่งด่วน ซึ่งเราได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ กำลังทยอยเปิดตัวอย่างต่อเนื่องในต่างประเทศ ทั้งจากแบรนด์หลัก ไล่เรียงมาไม่ว่าจะเป็น บีเอ็มดับเบิลยู ไอ3, เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัวรุ่น EQC, จากัวร์ เปิดตัว I-PACE และที่ลืมไม่ได้ นิสสัน ลีฟ รุ่นใหม่ ทั้งหมดเป็นรถไฟฟ้าแบบใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ล้วน
         
ขณะที่คู่แข่งรายสำคัญเปิดตามออกมาเร็วๆ นี้ ได้แก่ อาวดี้ E-tron รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบจากค่ายสี่ห่วง และยังมีรถไฟฟ้าจากค่าย ปอร์เช่ ที่ประกาศชื่อ ไทคันน์ ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว ก่อนที่คันจริงจะเผยโฉมพร้อมขายในปีหน้า จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ค่ายรถยนต์หลักเริ่มเดินหน้ารถไฟฟ้าอย่างจริงจัง ซึ่งในระหว่างนี้นอกจากรถไฟฟ้าล้วนแล้ว ยังมีรถลูกผสมอย่าง ปลั๊กอิน-ไฮบริด (PHEV) ออกมาทำตลาดในแทบทุกโมเดลแล้ว
         
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลของประเทศในทวีปยุโรปต่างออกมาตรการที่เข้มงวดในเรื่องของมลพิษ ซึ่งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์เหล่านั้นต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานไอเสียที่กำหนด ถ้าหากไม่ทำหรือทำไม่ได้ จะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งอาจจะถึงขั้นต้องยุติแบรนด์ตัวเองไปก็เป็นได้
         
เมื่อหันกลับมามองในประเทศไทยซึ่งคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้ามาของรถไฟฟ้าเหล่านี้ได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงประกาศเป็น นโยบาลส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ผ่านการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งบรรดาค่ายรถยนต์ในประเทศไทย ตอบรับเข้าร่วมหลายค่าย อาทิ โตโยต้า, มาสด้า, มิตซูบิชิ, เมอร์เซเดส-เบนซ์, บีเอ็มดับเบิลยู, นิสสัน และเอ็มจี โดยยังมีอีกหลายค่ายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อยื่นขอสนับสนุนการลงทุน
         
จากทิศทางดังกล่าว ส่งผลให้หน่วยงานของรัฐบาลมี การประกาศคาดการณ์เป้าหมายว่า จะมีรถไฟฟ้าวิ่งทั่วประเทศที่ 1.2 ล้านคัน ภายในปี 2576 หรือในอีก 18 ปีข้างหน้า โดยรถไฟฟ้าในนิยามของรัฐบาล หมายความรวมถึงรถไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริดและไฮบริดด้วย
         
สำหรับรถแบบไฮบริดนั้นไม่มีอะไรที่น่ากังวล เนื่องจากยังใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน ซึ่งจะแตกต่างจากรถไฟฟ้าชนิดใช้แบตเตอรี่ที่จะใช้ไฟฟ้าล้วนในการขับเคลื่อน ไม่ใช้น้ำมันและไม่ปล่อยมลพิษจากปลายท่อไอเสีย ดังนั้นรถไฟฟ้าแบบใช้แบตเตอรี่นี้จึงจำเป็นต้องมีที่ชาร์จ
         
การชาร์จแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้านั้นจะแบ่งเป็น 2 แบบหลัก คือ แบบชาร์จปกติ ใช้ชุดชาร์จที่ติดมากับรถ ชาร์จไฟฟ้าจากที่บ้านหรือปลั๊กธรรมดา มีข้อจำกัดคือใช้เวลานานหลายชั่วโมงในการชาร์จแต่ละครั้ง และแบบชาร์จเร็ว ซึ่งจะมีหัวชาร์จแบบพิเศษ สามารถชาร์จได้ 0-80% ในเวลาประมาณ 30-40 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสไฟที่จ่ายเข้า
         
การชาร์จแบบเร็วนั้นถือเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งของรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ เนื่องจากด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน ยังจำเป็นต้องพึ่งพาการชาร์จแบบรวดเร็ว เพื่อช่วยให้สามารถ เดินทางอย่างต่อเนื่องได้ ดังนั้น สถานีชาร์จไฟฟ้าจึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการเดินทางของรถยนต์ไฟฟ้า เปรียบได้กับปั๊มน้ำมันของรถใช้เครื่องยนต์นั่นเอง
         
ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทย หน่วยงานของภาครัฐ การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ถือเป็นตัวจักรสำคัญในการกระจายสถานีชาร์จไฟฟ้า โดยแต่ละที่ต่างรับผิดชอบตามขอบเขตของตัวเอง ซึ่งการไฟฟ้านครหลวงหรือ MEA ล่าสุดมีการประกาศเปิดตัวแอปพลิเคชัน MEA EV เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้งานรถไฟฟ้า สามารถหาจุดชาร์จไฟฟ้าได้อย่างง่ายดาย
         
จากข้อมูลบนแอปพลิชันดังกล่าว มีการระบุผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า เอาไว้ทั้งสิ้น 8 ราย มาดูกันว่าแต่ละรายมีจำนวนสถานีชาร์จและแผนการอย่างไรบ้าง
         
เริ่มกันที่เจ้าภาพอย่าง การไฟฟ้านครหลวงหรือ MEA มีคำให้สัมภาษณ์ของผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวงจะมีสถานีชาร์จครบทั้ง 13 สาขาของ MEA โดยปัจจุบันมีจุดชาร์จไฟฟ้าแล้วทั้งสิ้น 10 สาขา สามารถชาร์จได้โดยไม่คิดค่าบริการ ยังฟรีอยู่ แต่จำเป็นต้องมีการลงทะเบียนก่อนเพื่อเปิดใช้งานที่ชาร์จ
         
ถัดมาคือ จุดชาร์จไฟของ บ.พลังงานบริสุทธิ์ หรือ EA Anywhere ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่รุกเข้ามาทำสถานีชาร์จ โดย ประกาศว่าจะมีจุดชาร์จไฟ 1,000 แห่งภายในสิ้นปีนี้กระจายทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น หัวหิน และพัทยา เป็นต้น (ยืนยันจากตำแหน่งภาพบน แอปพลิชัน น่าจะใกล้เคียง 1,000 จุดแล้ว)
         
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA อีกหนึ่งหน่วยงานที่รุกพัฒนาสถานีชาร์จไฟฟ้าเป็นรายแรกๆ พร้อมเปิดให้ใช้บริการชุดแรก ณ สถานีของการไฟฟ้าพื้นที่นั้นๆ โดยมีทั้งสิ้น 11 แห่ง 10 แห่งกระจายตามหัวเมือง ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา, นครปฐม, นครราชสีมา, พัทยา และหัวหิน ส่วนอีกหนึ่งแห่งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ หลังจากนั้น ได้พัฒนาเพิ่มอีก 10 จุดทั่วจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อรองรับการใช้งานรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ของจังหวัดเชียงใหม่
         
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยหรือ EGAT หนึ่งในหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพใหญ่ทั้งด้านพลังงานและการทดสอบใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่มาจากการดัดแปลงนำรถยนต์เก่ามาติดตั้งระบบการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมีสถานีชาร์จไฟฟ้าอยู่ 5 จุดภายใต้การดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต รวมถึงมีจุดชาร์จไฟฟ้าสำหรับ รถบัสหรือรถเมล์ไว้ให้บริการด้วย
         
ขณะที่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศไทย เข้าร่วมบุกเบิกการให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าด้วย โดยบางจาก มีการเปิดสถานีชาร์จไฟฟ้า 2 แห่ง ส่วน ปตท. มี 21 แห่งแต่ยังไม่เปิดให้ประชาชนเข้าใช้งาน แต่มีแผนจะเปิดสถานีเพิ่มอีก 20 แห่ง ภายในปีนี้

สำหรับรายที่ 8 บนแอปพลิเคชัน MEA EV คือ ค่ายรถยนต์นิสสัน มีจุดชาร์จไฟฟ้า อยู่ที่โรงงานบนถนนบางนา-ตราด กม. 21 ซึ่งแน่นอนว่า ค่ายนิสสัน ประกาศชัดเจนในการนำ "นิสสัน ลีฟ" เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย โดยนิสสัน ลีฟ คือรถยนต์ไฟฟ้าที่ขาย ดีที่สุดในโลก ด้วยยอดจำหน่ายมากกว่า 300,000 คันแล้ว
         
ส่วนเอกชนรายอื่น อย่างเช่น ชาร์จนาว (ChargeNow) เครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้า ซึ่งเป็นการร่วมมือของหลายบริษัท มีผู้นำคือ บีเอ็มดับเบิลยู มีจุดชาร์จไฟฟ้าถึง 50 จุดกระจายทั่วกรุงเทพฯ เช่นเดียวกับที่ค่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ขยายจุดชาร์จไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ EQ ดำเนินการแล้วเสร็จ 50 จุด โดยปีนี้ ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 63 แห่ง และจะขยายไปถึง 200 แห่งทั่วประเทศ
         
ถึงบรรทัดนี้หากนับรวมๆ แล้ว สถานีชาร์จไฟฟ้า ของไทยปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 จุดทั่วประเทศ อาจจะดูไม่มาก แต่เมื่อเทียบกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) 1,394 คัน (ตามการรายงานของกระทรวงพลังงาน) ถือว่าเยอะ มากแล้ว แต่หากนับรวมรถปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จำนวน 102,308 คัน ที่เข้ามาใช้บริการด้วยแล้ว ยังถือว่าไม่เพียงพอ ต่อความต้องการ โดยเฉพาะในพื้นที่สำคัญอย่างห้างสรรพสินค้าที่มักจะหาที่ว่างจอดชาร์จได้ยาก.--จบ--

ที่มา: ผู้จัดการรายวัน 360 องศา




 
เพิ่มเติม