Follow

Show

ค่ายรถรวมพลังพัฒนารถต้นแบบ 'พลังงานไฟฟ้า' หนุนลดคาร์บอน

กรุงเทพธุรกิจ อุตสาหกรรมยานยนต์ของยุโรปแสดงจุดยืนลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพในช่วงหลายปีข้างหน้า และพร้อมใจกันเปิดตัวต้นแบบรถพลังงานไฟฟ้า และไฮบริดในงานแสดงรถยนต์นานาชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่เยอรมนี

ในงานแสดงรถยนต์นานาชาติ (ไอเอเอ) ครั้งที่ 67 ที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีบรรดาค่ายรถกว่า 1,000 รายจาก 39 ประเทศเข้าร่วมงาน โดยเฉพาะค่ายรถหรูเจ้าถิ่นทั้งเมอร์เซเดส เบนซ์,ออดี้ และบีเอ็มดับเบิลยู ต่างก็ขนรถยนต์ต้นแบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้าออกมาประชันกัน เพื่อแทนที่รถใช้น้ำมันดีเซลที่เริ่มได้รับความนิยมลดลงในยุโรป

ฝ่ายจัดงานไอเอเอเผยว่า ปีนี้ค่ายรถต่างๆ นำรถใหม่มาเปิดตัวรวมทั้งสิ้น 228 คัน โดยส่วนใหญ่เป็นรถไฮบริดและรถพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวดขึ้นของหลายประเทศในยุโรป

เริ่มกันที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่ของเจ้าถิ่นอย่าง เมอร์เซเดส เบนซ์ ที่เปิดตัวรถต้นแบบรุ่น "เมอร์เซเดส เอเอ็มจี โปรเจค วัน" ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินวี 6 ขนาด 1.6 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ให้กำลังสูงสุด 1,000 แรงม้า เป็นเทคโนโลยีที่ได้มาจากรถแข่งฟอร์มูลา วัน หรือ เอฟวัน ของทีมเมอร์เซเดส สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 350 กม./ชม. และสามารถวิ่งได้ไกล 25 กม. โดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว ซึ่งเมอร์เซเดสตั้งเป้าที่จะผลิตรถรุ่นนี้ออกจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ภายในปี 2561

ด้านบีเอ็มดับเบิลยู ก็เผยโฉมรถต้นแบบรุ่น "ไอ8 ไฮบริด" ซึ่งมาพร้อมกับสถาปัตยกรรมใหม่ที่มีชื่อว่า "ไลฟ์ไดรฟ์" และเครื่องยนต์เบนซิน ไอ-3 ขนาดความจุ 1.5 ลิตร

อินเตอร์คูลเทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งมีแรงม้ามากขึ้น และยังสามารถขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวได้ระยะทางที่ไกลขึ้นอีกด้วย

ส่วน ออดี้ เรียกเสียงฮือฮาด้วยรถต้นแบบรูปลักษณ์ล้ำสมัยอย่าง "ออดี้ ไอคอน" รถพลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนแบบไร้คนขับเต็มรูปแบบ และที่สำคัญออดี้อ้างว่า รุ่นนี้สามารถวิ่งได้ไกลสุดถึง 800 กม. ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง ทำให้มันสามารถตอบรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

ขณะที่โฟล์คสวาเก้น อีกหนึ่งค่ายเจ้าถิ่นเปิดตัวรถต้นแบบรุ่น "ไอดีครอสส์ ทู" รถครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งใช้มอเตอร์ 2 ตัวในการขับเคลื่อน ให้กำลังรวมกัน 301 แรงม้า และสามารถขับขี่ได้ระยะทาง 500 กม. ต่อการชาร์จไฟ1 ครั้ง

ด้านเรโนลต์ ค่ายรถจากฝรั่งเศส ก็ใช้เวทีแฟรงก์เฟิร์ตในการเผยโฉมรถต้นแบบขับเคลื่อนอัตโนมัติรุ่น "ซิมบิออซ" พร้อมกับแนวคิดใหม่ในการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่ทำให้รู้สึกเหมือนว่านั่งอยู่ภายในห้องของตัวเอง แม้รูปร่างดูล้ำสมัยไปไกลแต่เรโนลต์คาดว่าจะผลิตออกมาจำหน่ายได้จริงในปี 2573

งานไอเอเอครั้งนี้มีขึ้นหลังอุตสาหกรรมรถยนต์เยอรมนีเสียชื่อเสียงจากกรณีที่โฟล์คสวาเก้น ติดตั้งระบบโกงค่าปล่อยก๊าซคาร์บอน จนนำไปการสู่การฟ้องร้องอย่างครึกโครมในสหรัฐ โดยในปีนี้ บรรดาค่ายรถยนต์ต่างต้องการกอบกู้ภาพลักษณ์ด้วยการพุ่งเป้าไปที่รถยนต์พลังงานสะอาดอย่างพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

ก่อนหน้านี้ สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ยุโรป (เอซีอีเอ) เสนอลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 20% สำหรับรถยนต์นั่งระหว่างปี 2564-2573 โดยนายดีทเทอร์ เซ็ตช์ ประธานเอซีอีเอและหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของบริษัท เดมเลอร์ เอจี กล่าวในงานไอเอเอปีนี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นเป้าที่สูงมาก พร้อมเสริมว่า เอซีอีเอจะประเมินผลเป้าหมายดังกล่าวอีกครั้งในปี 2568 และอาจจะตั้งเป้าสูงกว่าเดิม หากรถพลังงานไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้น

'แมร์เคิล' ติงขยับตัวล่าช้า
กรุงเทพธุรกิจ   นายกรัฐมนตรี แองเกลา แมร์เคิล ของเยอรมนี ซึ่งเป็นประธานในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์มีความคืบหน้าช้ามากในการการผลักดันรถพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นจึงเรียกร้องให้อุตสาหกรรมนี้เร่งสนับสนุนรถพลังงานไฟฟ้าโดยเร็วที่สุด ซึ่งความเคลื่อนไหวของผู้นำเยอรมนีมีขึ้นก่อนถึงการเลือกตั้งทั่วไปในเยอรมนีที่จะมาถึงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แม้นางแมร์เคิลได้เคยแสดงความไม่พอใจกรณีค่ายรถยนต์โกงค่าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาก่อน แต่ก็พูดว่า จะระมัดระวังไม่ให้อุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศที่มีการจ้างงานมากกว่า 8 แสนตำแหน่งต้องสั่นสะเทือน พร้อมประกาศแผนยกเลิกรถใช้น้ำมันดีเซลทั่วประเทศภายในปี 2573 โดยนายกรัฐมนตรีหญิงกล่าวว่า ทุกฝ่ายยังมีเวลาอีกหลายปีในการเตรียมความพร้อม

ขณะที่ค่ายรถหรูอย่างบีเอ็มดับเบิลยูและจากัวร์ แลนด์โรเวอร์หันมาผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ไฮบริดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนค่ายไครสเลอร, นิสสัน, เปอโยต์ และวอลโว่ ที่ไม่ปรากฎตัวในงานนี้ ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนเพิ่มนวัตกรรมและใช้วิธีเข้าถึงลูกค้าที่มีราคาถูกมากกว่า

ปัจจุบัน เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป และเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมสำคัญทั้งการผลิตส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงยังเข้าไปลงทุนสร้างฐานการผลิตในอีกหลายประเทศเช่นกัน

แต่สำหรับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ ยังต้องดำเนินการปรับปรุงอีกหลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการชาร์จไฟสำหรับรถพลังงานไฟฟ้าปลอดมลพิษ

ซึ่งปัญหาการขาดแคลนสถานีชาร์จไฟมักเป็นเหตุผลที่ทำให้ความต้องการใช้งารถไฟฟ้าต่ำ รวมถึงราคารถที่ยังอยู่ในระดับสูง และระยะการขับต่อการชาร์จ 1 ครั้งที่ยังสั้นเกินไป ทำให้ไม่สะดวกในการใช้งานจริง

"สมาคมผู้ผลิต ยานยนต์ยุโรป เสนอลดการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ 20% สำหรับรถยนต์นั่ง ระหว่างปี 2564-2573'

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 กันยายน 2560




 
เพิ่มเติม