บทความ โดย นายชนุดล ชูเรืองสกุล
ผู้ชำนาญการพิเศษ แผนกมาตรฐานและการตรวจรับรอง
สถาบันยานยนต์
ตำนานยานยนต์โลก (ตอนกำเนิดยานยนต์ไฟฟ้า)
ทำไมต้องเป็นรถไฟฟ้า?
ปัจจุบันถ้าหากเราติดตามสื่อต่าง ๆ จะพบว่ารถไฟฟ้า (Electric Vehicles: EVs) เป็นหัวข้อข่าวหนึ่งที่พบบ่อยมากและหากเราขับรถเข้าไปในเมืองเช่นกรุงเทพมหานครหรือหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดจะเริ่มเห็นรถไฟฟ้าวิ่งบนถนนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนในกรุงเทพมหานคร เริ่มมีให้เห็นมากขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม รถไฟฟ้าเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) แล้วในมุมมองของผู้บริโภคปัจจุบัน ล้วนมีจุดเด่น ๆ มากมาย และมากพอที่จะเลือกข้างรถไฟฟ้าโดยไม่ต้องลังเลใจ อาทิ ค่าใช้จ่ายเรื่องของพลังงานที่น้อยกว่า การบำรุงรักษาที่ลดลงทั้งความถี่และค่าใช้จ่าย การตอบสนองต่อการขับขี่ เครื่องยนต์เงียบ (ลดเสียงรบกวน) เป็นต้น หลายท่านคิดว่ารถไฟฟ้าเป็นของใหม่ แต่จริงๆ แล้วเป็นของเก่าที่เอามาปรับปรุงใหม่ เมื่อศึกษาดูการวิวัฒนาการของรถไฟฟ้านั้นกำเนิดมาบนโลกนี้นานกว่า 140 ปี และกำเนิดมาก่อนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil) ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย แต่ทำไมรถไฟฟ้าอยู่มาได้ช่วงหนึ่งแล้วหายไปจากถนนนานเกือบร้อยปี มันเกิดอะไรขึ้นกับรถไฟฟ้าในช่วงเวลานั้น และในขณะที่มนุษย์กำลังเพลิดเพลินอยู่กับรถยนต์ ICE และวันหนึ่งรถไฟฟ้าก็ปรากฏกายให้เห็นอยู่ประปรายบนท้องถนนทั่วโลก และในช่วง 4 - 5 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันเราเริ่มเห็นรถไฟฟ้าบนท้องถนนมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟฟ้าที่มาจากค่ายรถประเทศจีน ตามด้วยค่ายญี่ปุ่นและยุโรปกำลังตามมาติด ๆ
ดังนั้น คำถามคือทำไมยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในช่วงนี้? ซึ่งจริง ๆ แล้วคำตอบมันไม่ยากถ้าหากเราเข้าใจในหลักพระพุทธศาสนา คือ ทุกอย่างในโลกล้วนอนิจจัง มันมีเหตุและผลของมันอยู่ในตัว มีเกิดก็ต้องมีดับเป็นเรื่องธรรมดาฉันใดก็ฉันนั้น รถที่ใช้เครื่องยนต์ ICE ก็เช่นกัน มันถูกพัฒนามาตลอดระยะเวลา 100 กว่าปี ปัจจุบันถือว่าถึงขีดสุดแล้วในเชิงวิศวกรรมด้านการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลท่ามกลางการนำเทคโนโลยีเกือบทุกสาขามาใช้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การเผาไหม้สมบูรณ์มากที่สุด แต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของ ICE ให้มากไปกว่าเดิมได้อีกแล้ว และหากจะพัฒนาต่อก็เกรงว่าจะไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไป ประกอบกับปัจจุบันมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในเรื่องของโลกที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น และโจทย์ก็คือทำอย่างไรไม่ให้อุณหภูมิของโลกสูงมากกว่า 1.5 - 2 องศาเซลเซียส (°C) เมื่อเทียบกับช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution ระหว่าง ค.ศ. 1760 - 1850) ซึ่งจะทำให้เกิดผลกระทบตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลายมากผิดปกติและส่งผลให้หมีขั้วโลกเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เร็วขึ้น ฝนตกผิดฤดูกาลส่งผลทำให้ภาคการเกษตรเกิดความเสียหาย ทำให้โลกเกิดการขาดแคลนอาหารสำหรับเลี้ยงประชากร ฝนเกิดการทิ้งช่วงมากขึ้นทำให้เกิดไฟป่าไปทั่วโลก ปรากฏการณ์น้ำท่วมบ่อยขึ้น มีเชื้อโรคกำเนิดใหม่เพิ่มขึ้น เกิดแผนดินไหวและการเกิดสึนามิ เกิดภูเขาไฟระเบิดหรืออุณหภูมิเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันทำให้ผู้คนล้มตาย เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนเกิดจากปัญหาโลกร้อนทั้งสิ้น แต่มันเกี่ยวกับรถไฟฟ้าอย่างไรล่ะ?
ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas) มีอยู่ 2 ประเภท คือ ประเภทที่เกิดเองตามธรรมชาติ (Natural Greenhouse Gas) เช่น ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการหายใจของสิ่งมีชีวิตบนโลก เป็นต้น และ ประเภทที่ 2 คือก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากมนุษย์สร้างขึ้น (Anthropogenic Greenhouse gas) เช่น ก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหินในโรงานไฟฟ้า การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในเครื่องยนต์ของรถยนต์ ICE และกระบวนการผลิตต่าง ๆ ในภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด รวมถึงสารทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ในอาคารบ้านเรือน รวมถึงแอร์รถยนต์ ฯลฯ ดังนั้นในส่วนที่มนุษย์จะต้องช่วยกันรับผิดชอบคือส่วนที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้เอง และหนึ่งในนั้นก็คือควันจากท่อไอเสียรถยนต์ ICE ซึ่งจากข้อมูลการจดทะเบียนของรถยนต์ ICE ทั่วโลกในปี 2022 มีอยู่ประมาณ 1.45 พันล้านคัน โดยมีค่า CO2 ที่ลอยอยู่บนโลกใบนี้ทั้งหมดร้อยละ 51 มาจากท่อไอเสียรถยนต์ ICE และนี้คือสาเหตุหนึ่งว่าทำไมวันนี้ต้องใช้รถไฟฟ้ากัน แต่ถ้ามองกันอย่างยุติธรรมรถไฟฟ้าก็ใช่ว่าจะเป็นคำตอบสุดท้ายของการลดมลพิษถึงขนาดแก้ปัญหาโลกร้อนได้เลย ถ้าหากมองเข้าไปในห่วงโซ่อุปทานของการผลิตรถไฟฟ้ายังมีกระบวนการที่ก่อให้เกิดมลพิษอีกมากมาย โดยเฉพาะกระบวนการผลิตแบตเตอรี่ ที่ยังต้องมีการขุดแร่และถลุงแร่อยู่เหมือนเดิม โดยปัจจุบันมีแร่อยู่ 4 ชนิด ที่ใช้เป็นองค์ประกอบของแบตเตอรี่รถไฟฟ้า คือ โคบอล์ท (Cobalt) ลิเธียม (Lithium) นิกเกิล (Nickel) และแมงกานีส (Manganese)
กำเนิดรถไฟฟ้าเมื่อไร?
ถ้าหากท่านผู้อ่านที่เคยอ่านบทความของผู้เขียนก่อนหน้าเรื่องตำนานยานยนต์โลก ตอนกำเนิดรถยนต์ ICE ก็คงจะทราบมาบ้างแล้วว่า หากจะพูดถึงการกำเนิด รถไฟฟ้าแล้วนั้นมันเกิดมาก่อนเครื่องยนต์ ICE หลายสิบปีด้วยซ้ำไป และถ้าหากมีการพิจารณากันตามช่วงเวลาการวิวัฒนาการตามประวัติของรถไฟฟ้า กับ ICE อาจแบ่งออกได้เป็นช่วงเวลา ดังนี้
ช่วงที่ 1 ระหว่างปี ค.ศ. 1830 - 1880 เป็นช่วงแห่งการบุกเบิกการขับเคลื่อนยานพาหนะด้วยไฟฟ้าเรียกว่าเป็นช่วงของการทดลองใช้ ช่วงที่ 2 ระหว่างปี ค.ศ. 1880 - 1914 เป็นยุคแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลงด้านการขนส่งโดยการนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์เพื่อการขนส่ง ซึ่งในช่วงปี ค.ศ. 1890 -1900 ถือเป็นยุคทองของรถไฟฟ้า ซึ่งนำมาใช้เป็นรถแท็กซี่ และเริ่มมีการให้บริการโดยเจ้าของรถไฟฟ้าจ่ายค่าไฟฟ้าต่อไมล์ ช่วงที่ 3 ระหว่างปี ค.ศ. 1914 - 1970 เป็นช่วงรุ่งเรืองของเครื่องยนต์ ICE ทำให้รถไฟฟ้าลดความนิยมลง ช่วงที่ 4 ระหว่างปี ค.ศ. 1970 - 2003 รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าก็เริ่มกลับอีกครั้ง ช่วงที่ 5 ระหว่างปี ค.ศ. 2003 - 2020 เป็นช่วงของการปฏิวัติรถ EVs เนื่องจากเทคโนโลยีด้านมอเตอร์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และวัสดุศาสตร์มีการพัฒนามากขึ้น และในช่วงปี ค.ศ. 2020 เป็นช่วงที่รถไฟฟ้าถูกพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดเป็นจุดเปลี่ยนของรถไฟฟ้าอย่างเต็มตัว เมื่อปี ค.ศ. 2021 ถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามในการที่จะระบุผู้สร้างหรือผู้ประดิษฐ์รถไฟฟ้าที่แท้จริงนั้นค่อนข้างยากที่จะระบุตัวตนได้ชัดเจน ซึ่งในบทความฉบับนี้ผู้เขียนพยายามสืบค้นเพื่อหาข้อมูลให้ผู้อ่านได้มีรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเริ่มจากช่วงต้นทศวรรษ 1800 ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านไฟฟ้าแบตเตอรี่และมอเตอร์นำไปสู่รถไฟฟ้าคันแรก โดยรถไฟฟ้าคันแรกของโลกตามประวัติศาสตร์ จากข้อมูลผู้เขียนได้เรียบเรียงไว้ดังนี้
- ปี ค.ศ. 1881 วิศวกรไฟฟ้าและนักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ Mr.Gustave Pierre Trouvé ได้พัฒนาแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมกับสร้างเป็นตัวรถได้สำเร็จและมีการทดสอบ เมื่อวันที่ 19 เมษายน ปี ค.ศ. 1881 ริมถนนวาลัวส์ (Valois) ในใจกลางกรุงปารีส แต่ไม่สามารถจดสิทธิบัตรได้ จึงยังไม่นับว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลก
.jpg)
- ปี ค.ศ. 1884 วิศวกรไฟฟ้านักประดิษฐ์และนักอุตสาหกรรมชาวอังกฤษ ชื่อ Mr.Thomas Parker FRSE MICE ได้ประดิษฐ์รถยนต์ไฟฟ้าแบบชาร์จแบตเตอรี่ ที่เมืองวูฟเวอร์แฮมพ์ตัน (Wolverhampton)
.jpg)
แหล่งที่มา: https://www.google.com/search?q=Thomas+Parker+FRSE+MICE&rlz
โดยภาพถ่ายของรถยนต์ไฟฟ้าคันดังกล่าว พร้อมผู้สร้างนั่งอยู่บนรถด้วย ตามรายละเอียดระบุว่ารถยนต์ไฟฟ้าคันดังกล่าว เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความจุแบตเตอรี่สูงและสามารถชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าไปเป็นพลังงานได้เมื่อวิ่งไปแล้วระยะหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามในทางประวัติศาสตร์ยังไม่นับเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลกเช่นกัน
- ปี ค.ศ. 1888 นักประดิษฐ์ชาวเยอรมัน ชื่อ Mr.Andreas Flocken ได้มีการออกแบบรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าและมีชื่อว่า “Flocken Elektrowagen” โดยรถคันดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นรถไฟฟ้า (Electric Vehicle) คันแรกของโลก ปัจจุบันยังมีการจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ชื่อ PS.SPEICHER ที่เมือง Einbeck ประเทศ เยอรมนี โดยมีรูปแบบขนาดประมาณ 1 ที่นั่ง มีล้อ 4 ล้อ และมีชุดแบตเตอรี่อยู่ใต้ที่นั่ง ใช้ระบบบังคับเลี้ยวแบบคันโยก รายละเอียดดังภาพด้านล่าง
.jpg)
รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลก แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ ชื่อ PS.Speicher ที่เมือง Einbeck ประเทศเยอรมันนี แหล่งที่มา Wikipedia
- ปี ค.ศ. 1890 นักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ชื่อ Mr.William Morrison ได้ออกแบบรถยนต์รถไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นลักษณะ 6 ที่นั่ง และสามารถขับได้ด้วยความเร็ว 23 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่ผู้ใช้ชาวอเมริกันที่หันมาสนใจรถไฟฟ้าเมื่อ ค.ศ.1895 โดยในช่วงนั้นมีการนำเข้าจักรยาน 3 ล้อไฟฟ้ามาจากยุโรป ซึ่งฝั่งยุโรปสร้างและใช้มานานแล้ว
รถยนต์ไฟฟ้าใช้งานจริงครั้งแรกเมื่อไร?
ถ้าตามประวัติศาสตร์พอจะสรุปได้ว่ารถไฟฟ้าถูกสร้างและเริ่มทดลองใช้งานครั้งแรกระหว่างปี ค.ศ. 1881-1884 ในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส และใช้ได้จริงเมื่อ ปี ค.ศ. 1888 แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาด้านมอเตอร์และแบตเตอรี่ที่ใช้ในการขับเคลื่อนมีประสิทธิภาพที่ด้อยกว่าเครื่องยนต์ ICE ในสมัยนั้นจึงทำให้ ICE ได้รับความนิยมมากกว่า ในช่วงดังกล่าวทำให้รถไฟฟ้าหายไป และในปี ค.ศ. 1897 ก็มีรถไฟฟ้าปรากฎขึ้นในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และที่นิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งการใช้งานส่วนใหญ่จะเป็น "รถแท็กซี่" เป็นหลัก เพื่อมาแทนรถม้าที่มีอยู่เดิม เนื่องจากการใช้รถม้าบนท้องถนนและชุมชนเมืองเต็มไปด้วย “ขี้ม้า” ทำให้พื้นสกปรกและมีกลิ่นเหม็น ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำรถไฟฟ้ามาใช้งานแทนรถม้าเดิมเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จนทำให้เกิดปรากฎการณ์การใช้รถไฟฟ้าขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก และในช่วงศตวรรษที่ 20 รถยนต์ไฟฟ้าได้มีการใช้งานอย่างกว้างขวางมากขึ้นอีก หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงทำให้รถไฟฟ้าได้รับความนิยมมากในช่วงสั้นๆ ซึ่งในยุคนั้นรถไฟฟ้าได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ที่ใช้งานง่ายกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ในการขับเคลื่อน และจากคำพูดทางด้านการตลาดดังกล่าวมีการบันทึกไว้ว่า “รถยนต์ไฟฟ้าใช้งานง่าย ไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์เหมือนรถยนต์ ICE มีเสียงเงียบและสามารถทำความเร็วได้ถึง 105.88 กม./ชม.” และด้วยคุณสมบัติดังกล่าว รถไฟฟ้าในยุคนั้นสามารถขายได้มากกว่า 30,000 คัน โดยมีบริษัทผู้ผลิตรถไฟฟ้าที่โด่งดัง เช่น Detroit Electric Cars, Anderson, Edison, Anthony Electric, Baker, Columbia, Riker, Milburn และ Bailey Electric เหล่านี้เป็นต้น แต่กลับกันจากงานวิจัยปัจจุบันการตัดสินใจของลูกค้าในการซื้อรถไฟฟ้าจะเน้นที่สมรรถนะของรถ การออกแบบที่เน้นความสะดวกสบาย ความหรูหราและการเชื่อมต่อการใช้งานกับสมาร์ทโฟนเป็นหลัก
.jpg)
ตัวอย่างภาพโฆษณาขายรถยนต์ไฟฟ้าในยุคแรก ต้องการสื่อถึงการใช้งานที่ง่าย โดยใช้ผู้หญิงบนแผ่นภาพโฆษณาเพื่อให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเห็นว่าแม้แต่ผู้หญิงยังใช้งานได้ แหล่งที่มา: https://www.autospinn.com/2022/04/electric-car-89368
ความล้มเหลวของรถไฟฟ้ายุคแรก
ความล้มเหลวของรถไฟฟ้าในยุคแรก ดังที่ทราบกันว่าสาเหตุด้านเทคโนโลยีทางอุปกรณ์ไฟฟ้าในขณะนั้นยังพัฒนาไม่มากพอเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ ICE ประเภทเครื่องยนต์เบนซินที่จุดระเบิดด้วยประกายไฟจากหัวเทียนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและมีการพัฒนาที่เร็วกว่า ราคาถูกกว่า และที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ สามารถเติมน้ำมันได้รวดเร็วกว่าการชาร์จแบตเตอรี่ของรถไฟฟ้าและการประจุไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ 1 ครั้ง วิ่งได้ไกลไม่เท่ารถที่ใช้น้ำมัน เลยมาถึงจุดจบของรถไฟฟ้ายุคแรก ประกอบกับในช่วงนั้นรถยนต์น้ำมันได้มีการคิดค้นระบบมอเตอร์สตาร์ท เพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ง่ายขึ้น ทำให้รถยนต์ใช้น้ำมันสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ง่ายกว่าการสตาร์ทด้วยมือในยุคแรก จนกลายเป็นข่าวร้ายของรถไฟฟ้าในยุคนั้น โดยข้อดีของรถยนต์ ICE ยุคนั้น เช่น การเติมน้ำมันต่อครั้งเพื่อการเดินทางได้รวดเร็วกว่าการชาร์จแบตเตอรี่รถไฟฟ้า และมีราคาที่ถูกกว่า ทำให้รถยนต์ ICE ได้รับความนิยมมากขึ้นๆ กลายเป็นรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับของคนทั่วโลกในนามรถยนต์ ICE มายาวนานถึงทุกวันนี้ แต่สุดท้ายกำลังจะถึงจุดจบด้วยคู่ปรับเก่าคือรถไฟฟ้าคันเดิมที่แอบมากระซิบเบาๆ ว่า ถึงเวลาข้าแล้วเจ้าจงหลบไป
ประวัติรถไฟฟ้าในประเทศไทย
ในปี ค.ศ. 1905 พบภาพเก่าแก่ที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงถือพวงมาลัยรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท Carl Oppermann Electric Carriage จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทของประเทศอังกฤษ ซึ่งผลิตและส่งมาสยาม แต่การเข้ามาของรถไฟฟ้าในประเทศไทยเมื่อไรนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด สำหรับข้อมูลของรถยนต์รุ่นดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้ คือ มีมอเตอร์ขนาด 5 แรงม้า ระยะทางวิ่งสูงสุด 50 ไมล์ (80 กิโลเมตร) และความเร็วสูงสุด 14 ไมล์ต่อชั่วโมง (22 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอุรุพงศ์รัชสมโภช ทรงถือพวงมาลัยรถไฟฟ้า Carl Oppermann Electric Carriage
แหล่งที่มาภาพ http://www.baanjomyut.com/library/thaicar_history/05.html (13/08/65)
การกลับมาทวงบัลลังก์คืนของรถไฟฟ้าในเวลาที่เหมาะสม
ในช่วงศตวรรษที่ 21 เป็นโอกาสของรถไฟฟ้าที่จะกลับมาทวง บัลลังก์คืนจากรถยนต์ ICE เนื่องจากปัญหาพลังงานฟอสซิลที่มีราคาแพงขึ้นและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่โลกต้องการเยี่ยวยาจากปัญหาก๊าซเรือนกระจก ทุกประเทศทั่วโลกล้วนเน้นปัญหานี้ ประกอบกับข้อด้อยและข้อบกพร่องต่าง ๆ ในอดีตที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการใช้งาน เช่น ระยะทางที่ได้ต่อการชาร์จน้อยเกินไปและใช้เวลาที่นานเกินไป ปัญหาเรื่องของแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพต่ำและราคาแพง ปัญหาเหล่านั้นกำลังได้รับการแก้ไขเกือบหมดแล้ว เพียงรอวันประกอบร่างและนำมาใช้งานเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในทุกด้านเข้ารองรับไม่ว่าจะเป็นด้านแบตเตอรี่ วัสดุศาสตร์ และระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้งานและบูรณาการได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการคิดค้นพลังงานแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ส่วนควบได้ถูกพัฒนาขึ้นมาแบบก้าวกระโดด ซึ่งมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รถไฟฟ้าจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหลังถูกลดบทบาทไปนานกว่าเกือบ 50 ปี
สำหรับรถยนต์ ICE เป็นช่วงที่อาจจะถูกลดบทบาทลงอีกครั้ง เนื่องจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่กล่าวมา ประกอบกับแต่ละประเทศเริ่มขีดเส้นตายห้ามขายเครื่องยนต์ ICE (ICE BAN) ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากโดนข้อหาปล่อยมลพิษที่มากเกินไป ดังนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกค่ายจะต้องมีนโยบายผลิตรถไฟฟ้า เนื่องจากปัจจุบันนอกจากผู้เล่นหลักแล้วยังมี Start-ups เกิดขึ้นมากมาย ที่สามารถผลิตรถไฟฟ้าได้ เนื่องจากรถไฟฟ้ามีชิ้นส่วนไม่มากเหมือนกับรถยนต์ ICE และด้วยจุดเปลี่ยนดังกล่าว เริ่มมีผู้ผลิตรถไฟฟ้ารายใหญ่อย่างบริษัท Tesla ได้เริ่มเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 เช่น Roadster, Model S และอีกหลายรุ่น และในปี ค.ศ. 2010 บริษัท Nissan ได้เปิดตัว รถไฟฟ้ารุ่น Nissan Leaf โดยรถไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้น จากนั้น การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมรถยนต์ก็เริ่มขยายตัวอีกครั้งจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีมากมายหลายยี่ห้อที่กำลังผลิตและกำลังพัฒนารถไฟฟ้าอยู่ในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และค่ายยุโรป สวีเดน เยอรมนี เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่สามารถแตกสายการผลิตจากเดิมมาเป็นรถไฟฟ้าได้แล้ว ตัวอย่าง เช่น BMW, GWM, MERCEDES-BENZ, MG, NISSAN, TOYOTA และอื่นๆ อีกหลายบริษัทรวมถึงชิ้นส่วนรถไฟฟ้าที่สามารถผลิตได้ในประเทศ เช่น ชุดเกียร์รถไฟฟ้า มอเตอร์ขับเคลื่อนรถไฟฟ้า สายไฟแรงสูง แบตเตอรี่รถไฟฟ้า ตู้ชาร์จ เป็นต้น และที่สำคัญในขณะนี้หลายประเทศเริ่มมีการกำหนดให้หยุดขายรถยนต์ ICE เป็นนโยบายหลักกันแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วง ปี ค.ศ. 2030 - 2040 เช่น ประเทศญี่ปุ่นประกาศยกเลิกรถใช้น้ำมันภายในปี ค.ศ. 2040 ค่ายยุโรปและอเมริกาจะหยุดขายรถใช้น้ำมันภายในปี 2040 ส่วนอินเดียยกเลิกรถใช้น้ำมันภายในปี ค.ศ. 2030 เป็นต้น
ส่วนประเทศไทย เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ได้มีการประชุมและพิจารณาการกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า รวมทั้ง มาตรการระยะเร่งด่วนขับเคลื่อนการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าเป็นที่เรียบรอยแล้วเช่นกัน โดยประเทศไทยนั้นกำหนดให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก โดยมีเป้าหมายให้มียอดการผลิตรถไฟฟ้าอย่างน้อย 30% ของจำนวนรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ในปี ค.ศ. 2030
จากประวัติศาสตร์การใช้รถยนต์ทั้ง 2 ประเภท คือ รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ ICE และรถไฟฟ้ามีการสลับสับเปลี่ยนกันไปมาตามยุคสมัยความรุ่งเรืองและตกต่ำของสังคมมนุษยชาติ (Human society) ซึ่งในอนาคตเราอาจจะไม่ได้เห็นรถยนต์ ICE กลับมาใช้ใหม่อีกก็เป็นได้ หากยังใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานแบบเดิมอยู่ ซึ่งเมื่อเทียบกับรถไฟฟ้า ยังมีข้อด้อยที่ต้องแก้ไขปรับปรุงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงานที่แพงขึ้น ภาวะสงครามที่เกิดขึ้นปล่อยครั้ง ภัยธรรมชาติต่าง ๆ อันเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย เป็นปัจจัยที่ไม่ส่งผลดีต่อการดำรงอยู่ของเครื่องยนต์ ICE อีกต่อไป
อย่างไรก็ตามในระยะแรกรถไฟฟ้าอาจจะมีราคาที่สูงกว่าปกติ แต่ในอนาคตผู้ผลิตที่เห็นถึงความสำคัญของรถประเภทดังกล่าวประกอบกับถ้ามีความต้องการที่มากขึ้นก็คงจะมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงและพัฒนา เพื่อสร้างรถไฟฟ้าที่ผู้บริโภคทั่วไปเข้าถึงและจับต้องได้อย่างแน่นอน ซึ่งจะสังเกตได้ว่าทุกวันนี้รถไฟฟ้ากำลังมีอิทธิพลในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอย่างมากและกลายเป็นแผนหลักในการพัฒนาประเทศในระยะยาวทั่วโลกไปแล้ว และนี้คือเป็นสิ่งยืนยันว่ารถไฟฟ้าหรือพลังงานทางเลือกอื่นในทำนองเดียวกันมาแย่งพื้นที่ ICE แชมป์เก่าอย่างไม่ต้องสงสัย
เอกสารอ้างอิง
https://www.autospinn.com/2022/05/car-ev-1st-electric-car-in-the-world-89517 / https://chobrod.com/tips-car-care/%...-12183 / https://blog.evbox.com/electric-cars-history / http://www.baanjomyut.com/library/thaicar_history/05.html / https://www.autospinn.com/2022/04/electric-car-89368 // https://www.google.com/search?q=Thomas+Parker+FRSE+MICE&rlz / https://chobrod.com/tips-car-care...B5-12183 // https://www.grandprix.co.th/%...8C/